www.viptravelandservice.com
 
 
 

ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ
ภาคเหนือ มี 9 จังหวัด
จังหวัดเชียงราย
จังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดน่าน
จังหวัดพะเยา
จังหวัดแพร่
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จังหวัดลำปาง
จังหวัดลำพูน
จังหวัดอุตรดิตถ์


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 21 จังหวัด
จังหวัดกาฬสินธุ์
จังหวัดขอนแก่น
จังหวัดชัยภูมิ
จังหวัดนครพนม
จังหวัดนครราชสีมา
จังหวัดบึงกาฬ
จังหวัดบุรีรัมย์
จังหวัดมหาสารคาม
จังหวัดมุกดาหาร
จังหวัดยโสธร
จังหวัดร้อยเอ็ด
จังหวัดเลย
จังหวัดสกลนคร
จังหวัดสุรินทร์
จังหวัดศรีสะเกษ
จังหวัดหนองคาย
จังหวัดหนองบัวลำภู
จังหวัดอุดรธานี
จังหวัดอุบลราชธานี
จังหวัดอำนาจเจริญ
จังหวัดบึงกาญจน์


ภาคกลาง มี 21 จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
จังหวัดกำแพงเพชร
จังหวัดชัยนาท
จังหวัดนครนายก
จังหวัดนครปฐม
จังหวัดนครสวรรค์
จังหวัดนนทบุรี
จังหวัดปทุมธานี
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพิจิตร
จังหวัดพิษณุโลก
จังหวัดเพชรบูรณ์
จังหวัดลพบุรี
จังหวัดสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรสงคราม
จังหวัดสมุทรสาคร
จังหวัดสิงห์บุรี
จังหวัดสุโขทัย
จังหวัดสุพรรณบุรี
จังหวัดสระบุรี
จังหวัดอ่างทอง
จังหวัดอุทัยธานี


ภาคตะวันออก มี 7 จังหวัด
จังหวัดจันทบุรี
จังหวัดฉะเชิงเทรา
จังหวัดชลบุรี
จังหวัดตราด
จังหวัดปราจีนบุรี
จังหวัดระยอง
จังหวัดสระแก้ว

ภาคตะวันตก
มี 5 จังหวัด
จังหวัดกาญจนบุรี
จังหวัดตาก
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดเพชรบุรี
จังหวัดราชบุรี


ภาคใต้ มี 14 จังหวัด
จังหวัดกระบี่
จังหวัดชุมพร
จังหวัดตรัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดนราธิวาส
จังหวัดปัตตานี
จังหวัดพังงา
จังหวัดพัทลุง
จังหวัดภูเก็ต
จังหวัดระนอง
จังหวัดสตูล
จังหวัดสงขลา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จังหวัดยะลา

 


ที่เที่ยวในจังหวัดนนทบุรี

พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ เกาะเกร็ดแหล่งดินเผา วัดเก่านามระบือ           
เลื่องลือทุเรียนนนท์ งามน่ายลศูนย์ราชการ

                จังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่ในภาคกลางเป็นจังหวัดหนึ่งใน ๕ จังหวัดปริมณฑล คือ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาครและปทุมธานี มีเนื้อที่ประมาณ ๖๒๒.๓๐๓   ตารางกิโลเมตร มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านและแบ่งพื้นที่ของจังหวัดออกเป็น ๒ ส่วน 
เขตการปกครองแบ่งออกเป็น อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางกรวย  อำเภอบางใหญ่  อำเภอบางบัวทองและอำเภอไทรน้อย
               
ทิศเหนือ                 ติดต่อกับปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา
ทิศใต้                      ติดต่อกับกรุงเทพมหานคร
ทิศตะวันออก        ติดต่อกับกรุงเทพมหานครและปทุมธานี
ทิศตะวันตก           ติดต่อกับนครปฐม

เมืองนนทบุรีมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีคูคลองน้อยใหญ่มากมาย  เป็นเมืองเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านตลาดขวัญ ซึ่งเป็นสวนผลไม้ที่ขึ้นชื่อในสมัยนั้น ได้รับการยกฐานะเป็นเมืองนนทบุรีเมื่อพ.ศ. ๒๐๙๒  ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  บ้านตลาดขวัญเป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์และเป็นสวนผลไม้ที่มีชื่อแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ฝรั่งต่างชาติที่ได้เดินทางเข้ามาค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาต่างก็ได้บันทึกเอาไว้ ดังปรากฏในจดหมายเหตุบันทึกการเดินทางของลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “สวนผลไม้ที่บางกอกนั้น (หมายถึงกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน) มีอาณาบริเวณยาวไปตามชายฝั่ง โดยทวนขึ้นสู่เมืองสยามถึง ๔ ลี้ กระทั่งจรดตลาดขวัญ (TALACOUN) ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลาหาร ซึ่งคนพื้นเมืองชอบบริโภคกันนักหนา” (จดหมายเหตุลาลูแบร์)
ปี พ.ศ. ๒๑๗๙  พระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองลัดตอนใต้วัดท้ายเมืองไปทะลุวัดเขมา   เพราะเดิมนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลวกเข้าแม่น้ำอ้อมมาทางบางใหญ่วกเข้าคลองบางกรวยข้างวัดชลอ  มาออกหน้าวัดเขมา  เมื่อขุดคลองลัดแล้ว แม่น้ำก็เปลี่ยนทางเดินไหลเข้าคลองลัดที่ขุดใหม่    กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาใหม่ดังปัจจุบันนี้  เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๘  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเห็นว่า แม่น้ำเปลี่ยนทางเดินใหม่นั้น  ทำให้ข้าศึกประชิดพระนครได้ง่าย   จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการตรงปากแม่น้ำอ้อม   และโปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองนนทบุรีมาอยู่ปากแม่น้ำอ้อมด้วย ดังมีศาลหลักเมืองปรากฏอยู่    นอกจากป้อมที่ปากแม่น้ำอ้อมแล้วเข้าใจว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงจะได้มีการสร้างป้อมไม้เอาไว้ที่บริเวณวัดเฉลิมพระเกียรติในปัจจุบัน เพราะปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุรายวันของบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ ผู้ซึ่งเดินทางร่วมมากับคณะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อ พ.ศ.๒๒๒๘ ว่า “เช้าวันนี้เราผ่านป้อมที่ทำด้วยไม้ ๒ ป้อม ป้อมหนึ่ง ยิงปืนเป็นการคำนับ ๑๐ นัด อีกป้อมหนึ่ง ๘ นัด ที่มีแต่ปืนครกเท่านั้น ดินปืนดีมากทีเดียว ป้อมทางขวามือเรียกป้อมแก้ว และป้อมทางซ้ายมือเรียกป้อมทับทิม ณ ที่นี้เจ้าเมืองบางกอกก็กล่าวคำอำลาและอ้างเหตุว่าได้ควบคุมเรือขบวนมาส่งจนสุดแดนที่อยู่ในความปกครองของเมืองบางกอกแล้ว แล้วก็ลาท่านราชทูตกลับไป
                และในปี พ.ศ.๒๒๓๐ เมื่อลาลูแบร์เป็นราชทูตเข้ามากรุงศรีอยุธยา ก็ได้กล่าวถึงป้อมไม้แห่งนี้ไว้ด้วย โดยที่เขียนเป็นแผนที่เอาไว้อย่างชัดเจนตามหลักฐานดังกล่าว จึงเข้าใจว่าป้อมแก้วคงตั้งอยู่ ณ บริเวณตลาดแก้ว ส่วนป้อมทับทิมเข้าใจว่าคงตั้งอยู่ ณ บริเวณหน้าวัดเฉลิมพระเกียรติในปัจจุบัน
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองนนทบุรีไปตั้งที่ปากคลองบางซื่อบ้านตลาดขวัญ และในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งศาลากลางเมืองขึ้นที่ปากคลองบางซื่อ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๑ รัชกาลที่ ๗ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายศาลากลางมาตั้งที่ราชวิทยาลัย บ้านบางขวาง ตำบลบางตะนาวศรี ปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองฝึกอบรมกระทรวงมหาดไทยตั้งอยู่บนถนนประชาราษฎร์ สาย ๑ อำเภอเมือง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา   ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปตามอาคารประดับด้วยไม้ฉลุ    ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง และในปัจจุบันศาลากลางจังหวัดนนทบุรีได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ที่ถนนรัตนาธิเบศร์

ระยะทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอต่างๆ
ปากเกร็ด                ๑๐           กิโลเมตร
บางกรวย                ๑๕          กิโลเมตร
บางใหญ่                 ๒๐          กิโลเมตร
บางบัวทอง            ๒๕         กิโลเมตร
ไทรน้อย                ๓๐          กิโลเมตร

การเดินทาง
รถยนต์ มีถนนสายสำคัญ ๑๑ สาย คือ
ถนนพิบูลสงคราม ระหว่างเชิงสะพานพระรามหก - สี่แยกโรงภาพยนตร์ศรีพรสวรรค์
ถนนประชาราษฎร์ สาย ๑ ระหว่างศาลากลางจังหวัด - สี่แยกโรงภาพยนตร์ศรีพรสวรรค์
ถนนติวานนท์ ระหว่างสามแยกวัดลานนาบุญ-ท่าน้ำปทุมธานี
ถนนงามวงศ์วาน ระหว่างสี่แยกแคลาย-สี่แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ถนนนนทบุรี ๑ ระหว่างศาลากลางจังหวัด-ถนนติวานนท์
ถนนแจ้งวัฒนะ ระหว่างสี่แยกปากเกร็ด-สี่แยกหลักสี่
ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ระหว่างสะพานพระรามหก-อำเภอไทรน้อย
ถนนบางบัวทอง-ตลิ่งชัน ระหว่างแยกบางบัวทอง-ตลิ่งชัน
ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ระหว่างแยกบางบัวทอง-สุพรรณบุรี
ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี ระหว่างสามแยกเตาปูน-สามแยกวัดลานนาบุญ
ถนนรัตนาธิเบศร์ ระหว่างสี่แยกแคลาย-สะพานพระราม ๕ -ถนนบางบัวทอง-ตลิ่งชัน
รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพฯมีรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ
(ขสมก.) มาจังหวัดนนทบุรี ดังนี้
สาย ๖๙ (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-สนามบินน้ำ)                             สาย ๑๐๔ (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ปากเกร็ด)
สาย ๒๗ (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ประชานิเวศน์ ๓)      สาย ๖๓ (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-นนทบุรี)
สาย ๖๖ (สายใต้ใหม่-ประชานิเวศน์)                สาย ๓๐ (สายใต้ใหม่-นนทบุรี)
สาย ๗๐ (สนามหลวง-ประชานิเวศน์)               สาย ๒๐๓ (สนามหลวง-นนทบุรี)
สาย ๓๓ (สนามหลวง-ปทุมธานี)                                      สาย ๖๔ (สนามหลวง-ถนนสามเสน-นนทบุรี)
สาย ๙๐ (ย่านสินค้าพหลโยธิน-ท่าน้ำบางพูน)   สาย ๑๓๔ (ย่านสินค้าพหลโยธิน-อำเภอบางบัวทอง)
สาย ๑๑๔ (แยกลำลูกกา-นนทบุรี)                               สาย ๑๑๗ (ห้วยขวาง-วัดเขมาฯ )
สาย ๑๒๗ (เชิงสะพานกรุงธนฯ-อำเภอบางบัวทอง)   สาย ๑๒๘ (เชิงสะพานกรุงธนฯ-บางใหญ่)
สาย ๓๒ (วัดโพธิ์-ปากเกร็ด)                                       สาย ๕๑ (ท่าน้ำบางโพ-ปากเกร็ด)
สาย ๕๒ (สถานีรถไฟบางซื่อ-ปากเกร็ด)                     สาย ๖๕ (ท่าเตียน-วัดปากน้ำ)
สาย ๙๗ (โรงพยาบาลสงฆ์-นนทบุรี)
เรือ มีเรือด่วนเจ้าพระยาบริการระหว่างเส้นทางจากท่าน้ำวัดราชสิงขร เขตยานนาวาถึงท่าน้ำนนทบุรี (ฝั่งพระนคร)อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น. เรือออกทุก ๒๐ นาที สอบถามที่บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด โทร. ๐ ๒๒๒๒ ๕๓๓๐, ๐ ๒๒๒๕ ๓๐๐๓, ๐ ๒๖๒๓ ๖๐๐๑-๓ โทรสาร ๐ ๒๖๒๓ ๖๐๐๑–๓ หรือ www.chaophrayaboat.co.th

สถานที่น่าสนใจ
อำเภอเมือง
ศาลหลักเมืองเดิม ตั้งอยู่ที่ปากคลองอ้อม ตำบลศรีเมือง  ฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐๘      ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้า ฯให้ย้ายที่ตั้งเมืองนนทบุรีจากบ้านตลาดขวัญมาอยู่ที่ปากคลองอ้อม   ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ตั้งเมืองนนทบุรีกลับมาตั้งที่บ้านตลาดขวัญดังเดิม    ศาลหลักเมืองที่ปากคลองอ้อมจึงยังคงอยู่ที่เดิมถึงปัจจุบัน
วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร  ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตตำบลสวนใหญ่  ห่างจากตัวเมืองมาทางด้านใต้ประมาณ ๒ กิโลเมตร  ด้านหน้าของวัดติดริมฝั่งแม่น้ำ   ส่วนด้านหลังติดถนนพิบูลสงคราม   มีพื้นที่ประมาณ ๒๖ ไร่เศษ   เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นเรียกว่า “วัดเขมา” ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นวัดที่อยู่ในสังกัดบัญชีกฐินหลวงของกรมพระราชวังบวรฯ  ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินี  ทรงขอวัดนี้มาอยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และทรงปฏิสังขรณ์ใหม่เรียกว่า วัดเขมา ยังไม่มีสร้อยต่อท้ายต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม และพระราชทานสร้อยนามต่อท้ายว่า “วัดเขมาภิรตาราม”  ปีพ.ศ. ๒๕๒๕ พระราชวงศ์จักรีมีอายุ ๒๐๐ ปี มีพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการวัด มีความเห็นว่าวัดนี้มีความสำคัญกับราชวงศ์จักรี พระบรมวงศานุวงศ์ทรงให้ความอุปถัมภ์บำรุงมาตลอด จึงมีมติสร้างศาลาอเนกประสงค์ชื่อศาลา ๒๐๐ ปีกรุงรัตนโกสินทร์
ภายในวัดมีพระมหาเจดีย์ สูง ๓๐ เมตร  ตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระประธานเป็นพระพุทธรูปหล่อเก่าแก่  ศิลปะสมัยอยุธยาอัญเชิญมาจากพระราชวังจันทร์เกษม  ภายในวัดมีพระตำหนักแดงและพระที่นั่งมณเฑียรตั้งอยู่ด้วย   การเดินทาง  สามารถเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง สอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ ๑๘๔ หรือรถโดยสารสองแถวสายเรวดี-วัดปากน้ำ หรือเรือด่วนเจ้าพระยา โดยลงที่ท่าน้ำนนทบุรี  แล้วต่อรถโดยสารประจำทางสาย ๒๐๓ หรือโดยสารเรือข้ามฟากจากท่าน้ำบางศรีเมือง ไปฝั่งท่าน้ำนนทบุรีแล้วต่อด้วยรถโดยสารประจำทางสาย ๒๐๓
วัดสังฆทาน  ตำบลบางไผ่  สันนิษฐานว่าเดิมชื่อวัดศาริโข  สร้างขึ้นในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  โดยช่างที่มีความชำนาญตามแบบลังกาวงศ์ในสมัยกรุงสุโขทัย  วิเคราะห์จากหลักฐานพุทธลักษณะจากองค์หลวงพ่อโตและกระเบื้องเชิงชายหรือกระเบื้องหน้าอุดของหลังคาอุโบสถหลังเก่า
และอิฐที่สร้างองค์พระกับฐานพระอุโบสถ      องค์พระประธานคือหลวงพ่อโตซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิปูนปั้น มีพุทธลักษณะและพุทธศิลป์เป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทอง  ต่อมาได้กลายเป็นวัดร้างแต่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงและที่อื่นๆ ยังคงมาสักการะบูชาองค์หลวงพ่อโตมิได้เสื่อมคลาย  ชาวบ้านจึงต้องนิมนต์พระจากละแวกใกล้เคียงมาเพื่อถวายสังฆทานจนถูกเรียกขานกันติดปากว่า  “วัดสังฆทาน”
สิ่งที่น่าชมในวัดคือ อุโบสถแก้ว ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ใช้เวลาสร้าง ๑ ปีครึ่งมีสองชั้น ชั้นบนเป็นที่สำหรับบวชพระภิกษุ  ใช้เป็นสถานที่สวดมนต์ นั่งสมาธิ ชั้นล่างเป็นห้องรับบริจาคและห้องสมุด
วัดนี้มีลักษณะแบบสำนักป่ามีธรรมชาติรอบข้างร่มรื่นเหมาะแก่ผู้ประสงค์จะเจริญภาวนา มีกุฏิแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นรูปเรือ  มีโครงการบวชเนกขัมมะ (สตรีผู้ถือศีล ๘) ทุกวัน  สอบถามที่วัดสังฆทาน โทร. ๐ ๒๔๔๗ ๐๗๙๙
การเดินทาง
รถยนต์ จากฝั่งกรุงเทพฯวิ่งไปตามถนนรัตนาธิเบศร์ข้ามสะพานพระราม ๕ ชิดซ้ายจะเห็นป้ายวัดสังฆทาน เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร หรือ นั่งเรือข้ามฟากจากท่าน้ำนนทบุรีไปท่าน้ำบางศรีเมืองและต่อรถสองแถวเข้าไปยังวัดสังฆทาน
วัดโชติการาม  ตั้งอยู่ที่ตำบลบางไผ่ ไปทางที่ว่าการ อบต.บางไผ่ เดิมชื่อวัดสามจีน สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๐ ซุ้มประตูหน้าต่างที่พระอุโบสถเป็นลวดลายปูนปั้นประดับเครื่องถ้วยลายครามและเบญจรงค์ บานประตูวิหารเป็นไม้จำหลักรูปเซี่ยวกางสวยงามมาก   โบราณสถานในวัดได้แก่ วิหารทรงโรงก่ออิฐถือปูน ๓ ห้อง ภายในมีพระประธานปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี มีจิตรกรรมฝาผนังภายใน ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติตอนต่างๆ เช่น ตอนมารผจญ ตอนสัตตมหาสถาน ตอนเสด็จโปรดพุทธมารดาเสด็จจากดาวดึงส์ การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปวัดสังฆทาน   จะมีป้ายชี้บอกตลอดทาง
วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ซอยเฉลิมพระเกียรติ ๑๕ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เพื่อถวายพระอัยกา พระอัยกีและสมเด็จพระราชชนนี มาสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๔ ภายในเขตพระอารามมีความสงบ สะอาด ร่มรื่น ศิลปะสถาปัตยกรรมอนุรักษ์รูปแบบเดิมไว้ แม้สิ่งก่อสร้างต่างๆ ก็มีความกลมกลืนกับสถาปัตย์เดิม  วัดนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปีพ.ศ. ๒๕๓๖ จากสมาคมสถาปนิกสยาม  สถาปัตยกรรมในวัดที่น่าสนใจได้แก่ พระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๓ (คือ ศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากจีนมาผสม) หลังคามุงด้วยกระเบื้องรางดินเผาชนิดกาบกล้วยไม่เคลือบสี ถือปูนทับแนวทำเป็นลอนลูกฟูกแบบเก๋งจีน หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี สลับลวดลายใบดอกพุดตาน กระจังฐานพระ ช่อฟ้าใบระกา ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีสลับลายจากประเทศจีน  ผนังด้านในเขียนสีลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง  มีช่อดอกพุดตานภายใน เพดานลายฉลุปิดทอง ซุ้ม ประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นรูปใบและดอกพุดตาน พื้นประดับกระจก 
ผนังภายในพระอุโบสถเขียนสีลายดอกไม้ร่วง บานประตูหน้าต่างเขียนลายทองรดน้ำ กรอบประตูหน้าต่างประดับปูนปั้นยกดอกพุดตาน พื้นประดับกระจกส่วนด้านในของบานประตูหน้าต่างเขียนรูปกอบัว ดอกบัว นก และสัตว์น้ำ
พระประธานในพระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองแดงทั้งองค์ มีตำนานเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯให้ขุดแร่ทองแดงที่อำเภอจัณทึก จังหวัดนครราชสีมา ได้แร่ถลุงเป็นเนื้อทองแดงมาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะใช้ทองแดงนั้นให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระพุทธศาสนาก่อน จึงโปรดเกล้าฯให้หล่อพระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอาราม ซึ่งทรงสร้างใหม่ ๒ พระอาราม คือ วัดราชนัดดากับวัดเฉลิมพระเกียรติ และยังได้โปรดเกล้าฯให้หล่อพระพุทธรูปปางอื่นอีก ๓๔ ปางด้วย พระประธานนี้หล่อเสร็จเรียบร้อยเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๙ เฉพาะที่อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดราชนัดดานั้น เวลาชักเคลื่อนองค์พระไปวัดเกิดอาเพศ  ตะเฆ่ (เครื่องลากเข็นของหนัก รูปเตี้ยๆ มีล้อ) ประดิษฐานพระไปทับเอาเจ้าพระยายมราช (บุญนาค) กับทนายอีก ๒ คน ตาย เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์ถวายพระนามพระประธานว่า “พระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา”
ภายในพระวิหารหลวง หรือเรียกกันว่า วิหารพระศิลาขาว อยู่ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานศิลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญมาเมื่อพ.ศ. ๒๔๐๑ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พร้อมด้วยพระอัครสาวกซ้ายขวาเป็นพระศิลานั่งพับเพียบซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงองค์เดียว
พระเจดีย์ อยู่ทางทิศตะวันตกของพระอุโบสถ เป็นเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆัง มักเรียกกันว่า ทรงลังกา เนื่องจากได้รับแบบอย่างมาจากลังกา พร้อมกับการเผยแพร่เข้ามาของพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ มีฐานแปดเหลี่ยมสองชั้นสูง ๔๕ เมตร ภายในบรรจุพระบรมธาตุ
ยังมีถาวรวัตถุอื่นที่สำคัญ เช่น การเปรียญหลวง อาคารแบบผสมระหว่างอาคารทรงไทยกับเครื่องบนหลังคาแบบจีน ลักษณะเป็นตึกทรงโรงมีเสาอยู่ข้างใน ภายในประดิษฐานพระชัยวัฒน์ ซึ่งหาชมได้ยาก นอกจากนี้ยังมี กุฏิทรงไทย อยู่ด้านเหนือเขตพุทธาวาสจำนวน ๒๐ หลัง เป็นเรือนไทยภาคกลางใต้ถุนสูง กำแพงแก้วและป้อมปราการ เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน มีใบเสมาเหมือนกับกำแพงพระบรมมหาราชวัง มีป้อมปราการทั้งสี่มุม มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  และพระศรีมหาโพธิ์  ต้นโพธิ์พันธุ์พุทธคยาที่ได้มาสมัยรัชกาลที่ ๔
อุทยานกาญจนาภิเษก ตั้งอยู่ซอยเฉลิมพระเกียรติ ๑๓ ถัดจากวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร  มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ กรมธนารักษ์เป็นผู้จัดสร้างขึ้นด้วยงบประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และเพื่อเป็นที่พักผ่อนของประชาชน และเป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้น้ำ ไม้ชายน้ำ พืชสวน และสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา ๐๕.๓๐-๑๘.๓๐ น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม
อาคารที่เป็นจุดเด่น คือ วิมานสราญนวมินทร์ เป็นพลับพลาโถงเครื่องยอดแหลม ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาลดชั้นยอดแหลมทรงมณฑป ประดับฉัตรสามชั้นสัญลักษณ์แสดงเครื่องยศของประเภทอาคารชั้นสูง
ถัดมาไม่ไกลเป็นเรือนไทยหมู่สำหรับพักผ่อนและบริการ เป็นเรือนไม้สักทั้งหลัง ประเภทเครื่องสับลูกประสัก(ลูกประสักคือไม้หมุดสำหรับตรึงกงเรือนต่างตะปู)ระดับชั้นคหบดีแต่โบราณ
บริเวณริมน้ำจากท่าเรือรับเสด็จเป็นส่วนของอาคารพลับพลาโถงจตุรมุขรับเสด็จ เป็นศาลาโล่งหลังคาลดชั้นสี่ทิศ และศาลาบริวารทั้งสามหลังเป็นงานไม้เครื่องลำยองรูปแบบอย่างโบราณ ลวดลายประยุกต์ออกแบบตามฉันทลักษณ์ ใช้ไม้สักแกะลงรักปิดทองคำเปลวร้อยเปอร์เซ็นต์ ประดับกระจกสีให้เหมาะกับลักษณะใช้สอยที่เป็นอาคารประกอบพิธี
สุดมุมริมน้ำเป็นอาคารบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีแต่เดิม  เป็นจุดเริ่มเข้าไปยังบรรยากาศของสวนผลไม้ที่อนุรักษ์ไว้ มีทั้งสวนกระท้อน ทุเรียน มังคุด ขนุน มะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น
การเดินทาง
รถยนต์ เข้าไปตามถนนบางกรวย-ไทรน้อยแล้วเลี้ยวเข้าท่าน้ำนนทบุรี(ฝั่งธนบุรี) จะมีป้ายบอกทางตลอด หากมาจากฝั่งกรุงเทพฯข้ามสะพานพระราม ๕ แล้วแยกเข้าถนนบางกรวย–ไทรน้อย หรือข้ามจากสะพานพระนั่งเกล้า ถึงแยกบางพลู เลี้ยวซ้ายผ่านวัดสวนแก้ว ขับไปตามทางมีป้ายบอกทางเช่นกัน 
เรือ นั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปยังท่าน้ำนนทบุรีแล้วลงเรือหางยาวประจำเส้นทางไปคลองบางใหญ่ ออกจากท่าน้ำนนทบุรีทุก ๒๐ นาที  ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๕ นาที
รถโดยสารประจำทาง  ขึ้นรถโดยสารประจำทางหรือรถสองแถวจากท่าน้ำนนทบุรี (ฝั่งธนบุรี)
วัดปราสาท สมัยอยุธยาตอนปลาย สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หน้าบันพระอุโบสถเป็นไม้สักสลักรูปนารายณ์ทรงครุฑ (ปัจจุบันตัวครุฑถูกขโมยไปแล้ว) เครื่องบนเป็นไม้สักประดับด้วยรวยมอญ (ตัวไม้แกะสลักที่ทอดตัวลงมาบนหัวแปตอนหน้าจั่ว เป็นศิลปะมอญ) ตรงหุ่นนก (สามเหลี่ยม ข้างรวยมอญ) เป็นรูปราชสีห์และคชสีห์  ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นโบสถ์แบบมหาอุดไม่มีการเจาะฝาผนังเลย ฐานพระอุโบสถเป็นแบบตกท้องช้างหรือท้องสำเภา (การสร้างโบสถ์แบบตกท้องช้างนั้น  สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางสถาปัตยกรรม คือเมื่ออากาศร้อน ความร้อนจะลอยตัวขึ้นสูงอากาศเย็นจะพัดเข้าแทนที่ได้สะดวก) ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานและพระสาวก มีภาพจิตรกรรมเขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายโดยฝีมือของสกุลช่างชั้นสูงนนทบุรี เรียกว่าทศชาติชาดก นับว่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดนนทบุรี  ถือว่าวัดนี้เป็นวัดหนึ่ง ที่ดำเนินการอนุรักษ์โบสถ์และศิลปกรรมได้อย่างถูกวิธี  จึงทำให้เป็นแหล่งวิทยาการที่น่าสนใจยิ่งของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ   บนศาลาการเปรียญยังมีธรรมาสน์ที่มีอายุเก่าแก่พอกับโบสถ์ ประดับลวดลายตกแต่งอย่างสวยงาม วัดนี้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดที่มีการอนุรักษ์ศิลปกรรมได้อย่างถูกต้อง เป็นที่เชิดหน้าชูตา
การเดินทาง
รถยนต์ วัดนี้ตั้งอยู่ริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย  จากสะพานพระนั่งเกล้า ตรงไปสี่แยกไฟแดงที่ ๒ เลี้ยวซ้ายเข้าบางกรวย ผ่านวัดสวนแก้ว ตรงไปทางเส้นบางกรวย-ไทรน้อย จะเห็นป้ายบอกทางไปวัด หรือ จากท่าน้ำนนทบุรีนั่งเรือข้ามฟากมา โดยสารรถสองแถวสายบางใหญ่-ท่าน้ำ คิวรถอยู่ใกล้กับวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร
เรือ ต้องเดินจากท่าเรือผ่านสวน ของชาวบ้านเข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร
พิพิธภัณฑ์มานุษยชาติวิทยา เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งแรกของไทย  สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔  ตั้งอยู่ด้านหลังศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) ชั้นล่างจัดแสดงความเป็นมาเกี่ยวกับโลก ชีวิตพืช สัตว์ มนุษย์ ชั้นบนจัดแสดงเกี่ยวกับศิลปะวัตถุโบราณเช่น พระพุทธรูปและเครื่องลายคราม เปิด วันอังคาร-วันเสาร์ เวลา  ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐  น. (ปิดวันอาทิตย์-จันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)  ไม่เสียค่าเข้าชม ปัจจุบันเป็นห้องสมุดประชาชนจังหวัดนนทบุรี การเดินทาง มีรถโดยสารประจำทางผ่านหลายสาย เช่น ๖๓, ๙๗, ๒๐๓, ปอ.๙, ปอ.๑๒๖ หรือสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ ๑๘๔ หรือทางเรือขึ้นเรือที่ท่าน้ำนนทบุรี
วัดชมภูเวก ตั้งอยู่ริมถนนสายสนามบินน้ำ-นนทบุรี ซอยนนทบุรี ๓๓  ตำบลท่าทราย ชื่อวัดมาจากที่ตั้งที่อยู่บนเนินสูง มีความเงียบสงบ จึงเรียกว่า วัดชมภูวิเวก ต่อมาเหลือเพียงวัดชมภูเวก  ชาวมอญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นผู้สร้างขึ้นประมาณพ.ศ. ๒๓๐๐  จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์หลังเก่าเป็นภาพพุทธประวัติและทศชาติ ประดิษฐานพระประธานสมัยสุโขทัยและพระพุทธรูปยืน ๒ องค์   นอกจากนี้บริเวณวัด ยังมีพระเจดีย์รามัญ เรียกว่า “พระมุเตา”  สร้างโดยพระสงฆ์จากเมืองมอญเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐  สันนิษฐานว่าภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 
การเดินทาง รถโดยสารประจำทางที่ผ่าน ได้แก่ สาย ๖๙ สอบถามเพิ่มเติมโทร. ๑๘๔ หรือโดยสารรถสองแถวเล็กจากท่าสะพานพระนั่งเกล้า
วัดตำหนักใต้    ตั้งอยู่บนถนนสนามบินน้ำ  ม.๔ ตำบลท่าทราย  เป็นวัดเก่าแก่ตามประวัติกล่าวว่าก่อนที่จะสร้างวัด  พื้นที่นี้เคยเป็นพลับพลาที่ประทับชั่วคราวของพระเจ้ากรุงธนบุรี  และสันนิษฐานว่าวิหารและหอระฆังสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๓๖๗  ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  พระประธานเป็นปางมารวิชัยสมัยสุโขทัยและมีต้นโพธิ์พุทธคยาจากอินเดียปลูกโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดตำหนักใต้เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๑๔
ตำหนักประถม-นนทบุรี ตั้งอยู่เลขที่ ๔๕/๕ ซอยอัคนี (งามวงศ์วาน ๒)  เป็นตำหนักหนึ่งในวังเพชรบูรณ์ของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสองค์ที่ ๗๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ผู้ทรงก่อตั้งโรงเรียนเพาะช่าง  ตำหนักนี้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๔๖๒ เดิมอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ ที่ตั้งของเซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่าในปัจจุบัน แต่ได้รื้อถอนออกมาเพื่อชะลอมาไว้ที่นนทบุรีเมื่อพ.ศ. ๒๕๒๗  เป็นตำหนักหลังแรกที่สร้างในวังเพชรบูรณ์หลังจากที่สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯเสด็จจากประเทศอังกฤษกลับมาประเทศไทย แล้วทรงตั้งชื่อตำหนักตามเพลงไทยว่า “โหมโรงปฐมดุสิต”  ต่อมาพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธิสิริโสภา พระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯได้ขอพระราชทานรื้อถอนตำหนักบางส่วนเพื่อชะลอมาไว้ที่ซอยอัคนี บนเนื้อที่ ๒ ไร่ แถวงามวงศ์วาน แล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๗     ในการรื้อนั้นต้องใส่หมายเลขลงไปบนไม้ทุกแผ่นเพื่อความแม่นยำในการนำไปประกอบขึ้นใหม่ ไม้ทุกชิ้นจึงเป็นของเดิมทั้งสิ้น
ตำหนักประถมนี้สร้างด้วยไม้สักทองทาสีเทาอ่อน ประดับด้วยกระจกสีฟ้าหลังคาใช้กระเบื้องว่าว  เป็นอาคารใต้ถุนสูง เป็นแบบพักอาศัยในยุคที่กำลังได้รับอิทธิพลจากตะวันตกในยุคแรกๆ แต่ยังมีหน้าตาแบบไทย  มีการวางห้องต่างๆให้ติดต่อกันภายใต้หลังคาชัน เพดานสูง มีบานเกล็ดหรือบานกระทุ้งตามหน้าต่างเพื่อระบายความร้อน มีเนื้อที่ใช้สอยอยู่ที่ชั้นสอง ประกอบด้วยห้องนอน ห้องรับแขกและห้องน้ำ ยังมีห้องใต้หลังคาชั้นสามซึ่งใช้เป็นที่เก็บของ  นอกจากนี้ระหว่างตำหนักใหญ่กับเรือนน้ำหลังเล็กมีซุ้มแปดเหลี่ยมคั่นกลางและสระบัวขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า ถัดไปเป็นตำหนักใหม่ใต้ถุนสูงที่ไม่ได้สร้างตามแบบเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์  จุดเด่นของตำหนักใหม่คือ ห้องโถงปิดลายทอง ตำหนักนี้ยังใช้เป็นที่วางฮาร์ฟ(พิณฝรั่ง)ชิ้นประวัติศาสตร์ที่สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ ทรงนำมาจากอังกฤษอายุกว่าร้อยปี  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๕๘๙ ๗๑๗๓},  ๐ ๒๒๖๑ ๔๗๗๗-๘
พิพิธภัณฑ์และศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทย  สังกัดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  กระทรวงสาธารณสุข   พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข   ถนนติวานนท์  ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารทรงไทยแบบเครื่องก่อ ๙ หลัง ออกแบบโดยศาสตราจารย์ ดร.ภิญโญ  สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ภายในตัวอาคารทรงไทยจัดแบ่งเป็น ๓ ชั้นคือ ชั้นใต้ดิน ชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง  ชั้นที่สองเป็นส่วนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาและวิวัฒนาการการแพทย์แผนไทย ปรัชญาการแพทย์พื้นบ้าน จัดแสดงเครื่องยาไทยประเภทต่าง ๆ และยังแสดงให้เห็นการนำภูมิปัญญาไทยมาใช้ในชีวิตประจำวันประกอบด้วยห้องต่างๆ ๗ ห้อง
ห้องที่ ๑ หอพระไภษัชคุรุไวทูรยประภา แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ความเชื่อทางพุทธศาสนากับการแพทย์แผนไทยหรือที่เรียกว่า พุทธศาสน์การแพทย์
ห้องที่ ๒ หอบรมครูการแพทย์แผนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงพิธีไหว้ครู ตามหลักความเชื่อของไทย
ห้องที่ ๓ ห้องวิวัฒนาการการแพทย์แผนไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แสดงวิวัฒนาการทาง
การแพทย์แผนไทยตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลปัจจุบัน
ห้องที่ ๔ ห้องภูมิปัญญาไทย ด้านแพทย์พื้นบ้านทั้ง ๔ ภาคของไทย
ห้องที่ ๕ ห้องการนวดไทย แสดงประวัติความเป็นมาของการนวด อุปกรณ์เครื่องมือการนวดต่างๆ
ห้องที่ ๖ ห้องอาหารไทย แสดงวัฒนธรรมการกินอยู่ตามฤดูกาลและตามธาตุของคนไทยทั้ง ๔ ภาค ซึ่งเหมาะสมต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประจำภาค และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ห้องที่ ๗ ห้องยา แสดงถึงหลัก ๔ ประการในการปรุงยา เครื่องยา และยาไทยสมุนไพรประเภทต่างๆ
จากตัวพิพิธภัณฑ์ ลงไปชั้นที่หนึ่งของอาคารพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ห้องอาหารเพื่อสุขภาพ ขายอาหารเพื่อสุขภาพ และมีห้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ยาดม ยาทา ลูกอม สบู่ ยาสระผม ในบริเวณเดียวกันจะเห็น ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย ห้องตรวจรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย  ห้องอบสมุนไพร ห้องนวด มีบริการนวดรักษาโดยสมัครเป็นสมาชิกก่อน  และเปิดบริการ ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ทุกวัน   นวดรักษา นวดสุขภาพ ๒๐๐ บาท  นวดฝ่าเท้า ๑๕๐ บาท  ประคบสมุนไพร ๑๕๐ บาท  อบสมุนไพร ๑๐๐ บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.๐ ๒๕๙๐ ๒๖๐๖
ชั้นใต้ดิน ประกอบด้วย ห้องประชุม ห้องสมุด ศูนย์จำหน่ายหนังสือของโครงการพัฒนาต่างๆ
ด้านนอกอาคารมีเขามอซึ่งจำลองมาจากวัดโพธิ์ บนเขามอคัดเลือกท่าฤาษีดัดตนขนาดเท่าคนจริงจัดแสดง ๒๕ ท่าและปลูกสมุนไพรที่เป็นยาต่างๆไว้บนเขาด้วย  ภายในเขามอมี “ถ้ำฤาษีเขามอหรือถ้ำครูแผนไทย” ภายในถ้ำติดแอร์และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปฤาษีดัดตนในท่าต่างๆ  รอบๆ เขามอแวดล้อมด้วยต้นไม้สมุนไพร  บางต้นติดระบบสัญญาณเมื่อกดปุ่ม  ต้นไม้สามารถพูดบอกข้อมูลรายละเอียดของต้นไม้
บริเวณรอบๆ อาคาร ยังแวดล้อมด้วยสวนสมุนไพรที่ปลูกไว้นับพันชนิด และยังมีซุ้มขายอาหารที่ทำจากพืชผักสมุนไพร  ร้านขายพืชผักปลอดสารพิษ ร้านขายยาสมุนไพร   ถ้าใครสนใจเรียนการแพทย์แผนโบราณ หรือ การนวดตัว นวดเท้า ก็สามารถสมัครเรียนได้ที่ สถาบันส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย  มีหลายหลักสูตรทั้งนวดตัว นวดเท้า ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้  โดยมีใบประกาศนียบัตรรับรองจากระทรวงสาธารณสุข สอบถามรายละเอียดโทร. ๐ ๒๕๙๑ ๐๕๙๘-๙
การเดินทาง  สามารถโดยสารรถประจำทางสาย ๙๗ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๐๘.๓๐–๑๖.๓๐ น. (กรุณาทำจดหมายล่วงหน้าก่อนเข้าชมอย่างน้อย ๑ สัปดาห์)  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์และศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทย โทร ๐ ๒๕๙๐ ๒๖๐๑ 

อำเภอปากเกร็ด
วัดชลประทานรังสฤษดิ์  ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตลาด ริมถนนสายนนทบุรี- ห้าแยกปากเกร็ด ภายในวัดกว้างขวางร่มรื่น เป็นสถานที่เผยแพร่และศึกษาพระธรรม มีลานไผ่เอนกประสงค์ที่ชาวพุทธโดยทั่วไปจะมารวมกันเป็นจำนวนมากเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และฟังธรรมจากพระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) เจ้าอาวาส  ทุกวันอาทิตย์และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เป็นสวนสาธารณะมีเนื้อที่ประมาณ ๑๐๒ ไร่ ตั้งอยู่บริเวณหนองปรือ  ตำบลบ้านใหม่ จากสี่แยกสวนสมเด็จ ฯ มาประมาณ ๑ กิโลเมตร ในสวนมีบึงน้ำขนาดใหญ่รายล้อมด้วยหมู่แมกไม้ที่ร่มรื่นและเงียบสงบ มีสวนหย่อม นาฬิกาแดด น้ำพุกลางน้ำเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป  อยู่ในความดูแลของสุขาภิบาลอำเภอปากเกร็ด  เปิดทุกวัน การเดินทาง จากท่าน้ำปากเกร็ด ใช้เส้นทางถนนติวานนท์แล้วเลี้ยวขวาตรงสี่แยกแรก ไปประมาณ ๒ กิโลเมตร

บ้านครูมนตรี ตราโมท ดุริยางคศิลปิน หรือ บ้านโสมส่องแสง ตั้งอยู่ที่ถนนติวานนท์ ๓ ซอยพิชยนันท์ ๒ ตำบลตลาดขวัญ  เป็นบ้านของครูมนตรี ตราโมท คีตกวี ๕ แผ่นดิน มีชีวิตอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๙  เป็นผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาดุริยางคศิลป์ ดนตรีไทย ประจำปีพ.ศ. ๒๕๒๘  ท่านได้รังสรรค์ผลงานประพันธ์ทำนองเพลงไทยไว้มากกว่า ๒๐๐ เพลง  รวมทั้งบทร้องอีกจำนวนมาก เช่น เพลงโสมส่องแสง ทายาทได้อนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้เพื่อเป็นแหล่งศึกษาชีวิตของศิลปินไทยที่มีคุณความดีและนำสัจธรรมทางพุทธศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต อยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ โดยยึดมั่นในคุณธรรมมากกว่าวัตถุ บ้านหลังนี้ถือเป็นบ้านหลังแรกที่ครูมนตรี เป็นเจ้าของและเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของท่าน บรรยากาศบ้านอบอุ่น   ภายในบ้านจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะ แสดงชีวประวัติของครูมนตรี รวมทั้งผลงานเพลงที่เป็นลายมือต้นฉบับนับตั้งแต่เพลงแรกเมื่อมีอายุ ๒๐ ปี ถึงเพลงสุดท้ายเมื่อมีอายุ ๙๑ ปี  รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่และลูกหลานของท่านก็ยังอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ปัจจุบันมีการจัดสอนดนตรีไทยให้กับผู้สนใจทั่วไป  ทุกวันเสาร์-อาทิตย์   และในช่วงอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะมีจัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทย เข้าชมได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  การเดินทาง รถโดยสารประจำทาง สาย ๓๒, ๓๓  ผู้สนใจเข้าชมติดต่อล่วงหน้าโทร. ๐ ๒๙๖๘ ๙๔๙๘ กด ๐, ๐๘ ๑๖๔๕ ๕๔๔๕ โทรสาร ๐ ๒๕๒๗ ๕๒๕๗ 
พิพิธภัณฑ์เขาสัตว์ ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๗/๘ ม.๖ ถนนประชาราษฏร์ ตำบลตลาดขวัญ เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่รวบรวมเขาสัตว์และวัตถุโบราณไว้จำนวนมาก ดำเนินงานโดยคุณประเสริฐ ศรียรรยงค์  ภายในจัดแสดงเขาสัตว์และวัตถุโบราณนับแสนชิ้นมีอายุตั้งแต่ ๑๐๐ ปี ถึง ๑๖ ล้านปี โดยเฉพาะเขาสัตว์และส่วนหัวกระโหลกมีครบทุกชนิดทั้งสัตว์กินพืชและกินเนื้อ  เน้นสัตว์ที่มีอยู่ในประเทศไทย ชิ้นที่เด่นคือ  งาช้างแมมมอธยาว ๒ เมตร พบในภาคอีสาน เขาเนื้อสมันซึ่งเป็นสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว เขาวัวกูปรีและเขาสัตว์อื่น ๆ ทุกชนิดที่มีในประเทศไทยและต่างประเทศ  รวมทั้งยังมีวัตถุโบราณของไทยมากกว่า ๓๐,๐๐๐ ชิ้น  พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมวันเสาร์-อาทิตย์  ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ ๑๐๐ บาท เด็ก ๕๐ บาท สนใจเข้าชมติดต่อ โทร. ๐ ๒๕๒๖ ๒๖๘๑, ๐ ๒๙๖๘ ๕๙๕๖ โทรสาร ๐ ๒๕๒๖ ๕๗๔๑
มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ  (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว)  ตั้งอยู่เลขที่  ๑๕/ ๑ ม.๑ ซอยพระมหาการุณย์ ถนนติวานนท์ ตำบลบ้านใหม่  ปัจจุบันมีสุนัขอยู่ในความดูแล ๘๐๐ ตัว แมว ๑๕๐ ตัว ผู้สนใจบริจาคเงินหรือสิ่งของเช่น หนังสือพิมพ์ ข้าวสาร  น้ำยาทำความสะอาด  ฯลฯ สามารถร่วมทำบุญกับทางมูลนิธิฯ และทางมูลนิธิยังมีโครงการต่างๆ เช่น โครงการ “ วันละบาท ต่อชีวิตหมา-แมว”, โครงการ “ หนูอยากมีพ่อ-แม่”  อาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษายนของทุกปี  จะจัดงานประจำปี มีการประมูลของดารา  แสดงสุนัขดารา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๕๘๔ ๔๘๙๖, ๐ ๒๙๖๑ ๕๖๒๕
วัดกู้  ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบางพูด ในซอยปากเกร็ด ๓  บริเวณริมน้ำหน้าวัดเป็นจุดที่เรือพระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระมเหสีในรัชกาลที่ ๕ ประสบอุบัติเหตุเรือล่มสิ้นพระชนม์  วัดนี้สร้างในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นศิลปะแบบมอญ  ภายในโบสถ์หลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบมอญ  เป็นภาพเขียนสีน้ำมันเรื่องราวพุทธประวัติ   วิหารประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่  ด้านข้างวิหารเป็นที่เก็บเรือพระที่นั่งของพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ที่อับปางซึ่งชาวบ้านได้กู้ขึ้นมา และมีพระตำหนักที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์และเมื่อคราวเรือล่มได้อัญเชิญพระศพมาไว้ที่วัดนี้ชั่วคราว มีศาลพระนางเรือล่ม (พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์) ซึ่งจำลองแบบจากศาลาจตุรมุขของพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ที่พระราชวังบางปะอิน
การเดินทาง
รถยนต์ จากท่าน้ำปากเกร็ดเลี้ยวซ้ายเข้าซอยวัดกู้มาตามถนนสุขาประชาสรรค์ ผ่านวัดบางพูดนอก  สวนทิพย์ ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร จะเห็นวัดกู้อยู่ด้านซ้ายมือ  
เรือ เช่าเรือจากท่าน้ำปากเกร็ดแล่นมาทางเหนือประมาณ ๓ กิโลเมตร  ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที จะเห็นท่าน้ำวัดกู้อยู่ทางขวามือ
ตลาดน้ำวัดแสงสิริธรรม ตั้งอยู่ที่ถนนรัตนาธิเบศน์-ตลาดท่าอิฐ ตำบลท่าอิฐ เป็นโครงการส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้ารอบบริเวณวัดและเกาะเกร็ดได้มีโอกาสนำสินค้ามาแสดงและจำหน่าย และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยว เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา ๐๖.๐๐-๑๗.๐๐ น. สอบถามรายละเอียด
 วัดสะพานสูง ตั้งอยู่ที่อำเภอปากเกร็ด มีชื่อเดิมว่า “วัดสว่างอารมณ์” สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อเพราะในคราวที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  วัดบวรนิเวศวิหารเสด็จไปตรวจวัดสว่างอารมณ์ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงในวัด    ชาวบ้านแถบนั้นเรียกกันว่า “วัดสะพานสูง” จนติดปาก  จึงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดสะพานสูง” มาจนทุกวันนี้   ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและนักเลงพระเครื่องทั่วประเทศต่างรู้จักวัดนี้เป็นอย่างดี   ทั้งนี้เพราะพระเครื่องและตะกรุดของหลวงปู่เอี่ยมซึ่งเป็นที่เลื่องลือในพุทธานุภาพอย่างยิ่ง ท่านสร้างพระปิดตาและตะกรุดมหาโสฬสมงคลไว้หาชมได้ยากในปัจจุบัน
เกาะเกร็ด เกาะเกร็ดเกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงส่วนที่เป็นแหลม ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. ๒๒๖๕ เรียกว่า “คลองลัดเกร็ดน้อย” (คลองลัดเกร็ดใหญ่อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี  ขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนท้ายอำเภอสามโคกมาทางใต้ถึงคลองขวางเชียงราก) ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางแรงขึ้นเซาะตลิ่งทำให้คลองขยาย  แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ  ชื่อเดิมเรียกว่า เกาะศาลากุน
เกาะเกร็ดมีความเจริญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สังเกตได้จากวัดวาอารามต่างๆบนเกาะส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะในสมัยอยุธยา แต่คงจะมาร้างคนเมื่อพม่ามายึดกรุงศรีอยุธยา  หลังจากกอบกู้เอกราชได้ พระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้ชาวมอญที่เข้ารีตมาตั้งถิ่นฐานที่นี่  ชาวมอญบนเกาะเกร็ดนั้นมีทั้งที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัชกาลที่ ๒ ต่อมาเมื่อตั้งอำเภอปากเกร็ดขึ้นแล้วเกาะศาลากุน จึงมีฐานะเป็นตำบลและเรียกว่าตำบลเกาะเกร็ด เกาะนี้จึงมีชื่อว่า เกาะเกร็ด
การคมนาคมบนเกาะจะใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ สถานที่น่าสนใจบนเกาะ ได้แก่
วัดปรมัยยิกาวาส (วัดปากอ่าว) ในวัดนี้มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือหน้าวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอดซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม(โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาสตั้งตระหง่านอยู่
ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่กระนั้นพระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มการสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบันที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฏกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช  รัชกาลที่ ๕ ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งามด้วยฝีพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง เอกลักษณ์ของมอญอีกอย่างหนึ่งในวัดนี้คือ เจดีย์ทรงรามัญที่จำลองแบบมาจากพระธาตุเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี ตั้งอยู่ด้านเหนือของวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งคนมอญนับถือมาก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
พระวิหาร ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์สมัยอยุธยาตอนปลาย ขนาดยาว ๙.๕๐ เมตร ภาพจิตรกรรมที่เพดานนั้นแปลกตากว่าที่อื่น เป็นภาพลายปฐมจุลจอมเกล้า หน้าพระวิหารประดับตราพระเกี้ยว เป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี “พระนนทมุนินท์” เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย ปางขัดสมาธิเพชร ประดิษฐานอยู่ในบุษบกแบบมอญ(จองพารา) สลักโดยฝีมือช่างที่นี่ ที่มุขเด็จหน้าวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน ซึ่ง ซาง ซิว ซูน ชาวพม่าถวายให้กับรัชกาลที่ ๕ พระวิหารเปิดทุกวันตั้งแต่ ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. 
นอกจากนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาส  จัดแสดงวัตถุต่างๆที่ล้วนน่าชม เช่น พระพิมพ์ เครื่องแก้ว เครื่องถ้วยชาม รวมทั้ง “เหม” ที่ พ.อ. ชาติวัฒน์ งามนิยม บรรจงสร้างขึ้นจนนับว่าเป็นงานศิลป์ ชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว นับตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การต่อลาย การตอกไข่ปลาเพื่อต่อลายบนกระดาษอลูมิเนียม ทุกชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นเหมนี้ล้วนแต่ต้องทำอย่างละเอียด ประณีต เชื่อว่าชาวมอญคงดัดแปลงลักษณะของเหมมาจากโลงของพระพุทธเจ้าซึ่งก้นสอบปากบานข้างแคบเช่นกัน (ในพิพิธภัณฑ์แสดงภาพไว้) โลงเหมใช้กับศพแห้ง เหมพระจะมีลักษณะพิเศษกว่าตรงที่เจาะหน้าต่างมองเห็นศพด้านในได้  วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๕๘๔ ๕๑๒๐
วัดเสาธงทอง เป็นวัดเก่าเดิมชื่อ “วัดสวนหมาก”  นอกจากเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมแห่งแรกของอำเภอปากเกร็ดแล้ว ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของอำเภอปากเกร็ดด้วย พระเจดีย์เป็นศิลปะอยุธยาย่อมุมไม้สิบสอง มีเจดีย์องค์เล็กเป็นบริวารโดยรอบอีก ๒ ชั้น  ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์องค์ใหญ่อีก ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังหรือทรงลังกา อีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงมะเฟือง  ภายในโบสถ์มีลายเพดานสวยงามมากเขียนลายทองกรวยเชิงอย่างงดงาม พระประธานเป็นพระปางมารวิชัยปูนปั้นขนาดใหญ่ คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยะอาล๊าต”หน้าโบสถ์มีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์รูปทรงคล้ายมะเฟืองฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ประดับลายปูนปั้น
วัดไผ่ล้อม สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีโบสถ์ที่งดงามมาก ลายหน้าบันจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามเช่นกัน คนมอญเรียกวัดนี้ว่า  “เพี๊ยะโต้”
วัดฉิมพลีสุทธาวาส  มีโบสถ์ขนาดเล็กงดงามมากและยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม  หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถล้อมรอบด้วยลายดอกไม้   ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป  ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง  ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา
กวานอาม่าน พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา เป็นศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวมอญ จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผามอญลายโบราณ การปั้นเครื่องปั้นดินเผานั้นเป็นอาชีพชาวมอญมาตั้งแต่ครั้งตั้งถิ่นฐานแถบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และมีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี นับเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนนทบุรี ลวดลายประณีตสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และยังเป็นสัญลักษณ์ตราประจำจังหวัดนนทบุรี สองข้างทางเดินบนเกาะมีบางบ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผา ภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวันเช่น กระถาง ครก โอ่งน้ำ ฯลฯ  เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น.สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. ๐ ๒๕๘๔ ๕๐๘๖ , ๐ ๒๕๘๓ ๔๑๓๔
คลองขนมหวาน บริเวณคลองขนมหวานและคลองอื่นๆ รอบเกาะเกร็ด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองจะทำขนมหวาน จำพวกทองหยิบ ทองหยอด ขายส่งและยังสาธิตให้นักท่องเที่ยวได้ชม พร้อมซื้อกลับไปเป็นของฝาก
การเดินทาง ลงเรือข้ามฟากได้สองท่า คือ ท่าเรือวัดสนามเหนือ (ไม่ไกลจากท่าน้ำปากเกร็ด) หรือท่าเรือวัดกลางเกร็ด มีเรือบริการระหว่าง ๐๕.๐๐-๒๑.๓๐ น.
ตัวอย่างรายการท่องเที่ยวบนเกาะเกร็ด
๑. ลงเรือข้ามฟากที่วัดสนามเหนือ และมาขึ้นที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส นมัสการพระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี ชมพิพิธภัณฑ์รัชกาลที่ ๕
๒. เดินเท้าจากวัดปรมัยยิกาวาสสู่หมู่ที่ ๖ และหมู่ที่ ๗ ชมและซื้อเครื่องปั้นดินเผาสองข้างทาง ชมพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผากวานอาม่าน
๓. ลงเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดเสาธงทอง ล่องเรือไปทางท้ายเกาะสู่วัดใหญ่สว่างอารมณ์ ตำบลอ้อมเกร็ด ให้อาหารปลาหน้าวัด ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด รายได้ถวายวัดฯ มีมะพร้าวน้ำหอมจำหน่าย
๔. ล่องเรือไปทางใต้เลี้ยวขวาเข้าคลองบางบัวทอง หรือคลองขนมหวาน ชมหมู่บ้านขนมไทยสองฟากฝั่งคลอง และซื้อหาขนมเป็นของฝาก    
๕. ย้อนกลับออกมาตรงปากคลอง มีปล่องเตาอิฐที่ผลิตอิฐ บ.บ.ท. อิฐทนไฟแห่งแรกของเมืองไทยล่องเรือผ่านบ้านเกร็ดตระการ วิ่งตรงมาขึ้นท่าน้ำหน้าวัดฉิมพลี เลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตร เดินเท้าจากวัดฉิมพลีถึงกลุ่มอาชีพหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา  ชมการสาธิตการแกะลายเครื่องปั้นดินเผาและซื้อเป็นของฝากของขวัญ ล่องเรือข้ามฟากไปวัดกลางเกร็ด เดินทางกลับ
การนั่งเรือเที่ยวรอบเกาะเกร็ด มีเรือออกทุกหนึ่งชั่วโมงเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. คนละ ๕๐ บาท หรือหากต้องการเช่าเรือ ราคามีตั้งแต่ ๕๐๐-๔,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและขนาดของเรือ  ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ท่าเรือวัดปรมัยยิกาวาสโทร. ๐ ๒๕๘๔ ๕๐๑๒

อำเภอบางกรวย
                วัดชลอ ตั้งอยู่ที่ตำบลวัดชลอ  วัดนี้มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ได้ทรงเสด็จทางชลมารคมาตามลำน้ำเจ้าพระยาผ่านจังหวัดนนทบุรีเรื่อยมาทางคลอง “ลัด” ในปัจจุบันเรียกว่า “ คลองบางกรวย”  พระองค์ทรงเห็นว่า ที่ตรงนี้น่าจะมีการสร้างวัดขึ้นมาสักวัดหนึ่ง แต่เนื่องจากบริเวณนั้นในอดีตเคยมีเรือสำเภาจากเมืองจีนล่มและจมลง มีลูกเรือล้มตายมาก มีความเชื่อว่าเป็นที่อาถรรพ์ ในระหว่างการก่อสร้างก็มีอุปสรรคนานัปการ จึงทรงเสี่ยงสัตยาธิษฐานกับเทพยดาและมีพระสุบินนิมิตไปว่า ชายจีนชรามากราบทูลว่า ต้องสร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภาเพื่อการแก้เคล็ด  จึงทรงสร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ได้ทรงพระราชทานนามวัดดังกล่าวว่า” วัดชลอ”  วัดชลอถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาโดยตลอดเพิ่งจะมีพระภิกษุมาจำพรรษาในรัชกาลที่ ๓ หรือ รัชกาลที่ ๔   สิ่งที่น่าชมในวัดนี้คือ โบสถ์เรือหงส์ใหญ่ที่สุดในโลก    เริ่มก่อสร้างในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ โดยหลวงพ่อวัดชลอหรือท่านพระครูนนทปัญญาวิมล ได้เล่าถึงนิมิตรเห็นเรือหงส์ลอยมาอยู่หน้าโบสถ์หลังเก่า (โบสถ์ที่มีลักษณะเหมือนเรือสำเภา)  จึงได้เริ่มลงมือก่อสร้าง  ติดต่อวัดชลอ
โทร. ๐ ๒๔๔๗ ๕๑๒๑, ๐ ๒๘๘๓ ๙๒๗๗
วัดโพธิ์บางโอ  ตั้งอยู่ในถนนเส้นบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลวัดชลอ หรือ หากไปทางน้ำต้องเดินจากท่าเรือเข้าไปประมาณ ๒๐๐ เมตร  เป็นวัดเก่าในสมัยอยุธยา ได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ ๓  โดยกรมหลวงเสนีบริรักษ์ (ต้นสกุล  เสนีวงศ์) พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง
พระอุโบสถ ทำชายหลังคาของพาไลรอบพระอุโบสถแบบวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  หน้าบันสลักไม้รูปนารายณ์ ทรงครุฑลายกนกขมวดเกี่ยวพันกัน เบื้องหลังมีเทพพนมและยักษ์พนม  ซุ้มประตูทางเข้าวัดทำเป็นหัวเม็ด เป็นเสาสี่เหลี่ยมย่อมุม ๑๒ สูงขึ้นและเอนเข้าหากัน เพื่อเป็นการรับน้ำหนักของตัวอาคาร  เสาใกล้จะถึงส่วนหลังกำแพงแก้วมีบัวหงายรองรับอีกต่อหนึ่งแปลกตากว่าที่อื่น  เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย  ลักษณะศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย  สังเกตได้จากซุ้มเสมาทรงกลมตลอด  ฐานของซุ้มก็ทรงกลมตัวซุ้มแหวะ เป็นช่องหน้าต่างสามช่อง  ทรงยอดโค้งคล้ายซุ้มจระนำ (ซุ้มคูหาเล็กๆที่มีหลังคาครอบ ทำยื่นออกมาจากอาคารติดผนังองค์เจดีย์หรือท้ายโบสถ์วิหาร เพื่อตั้งพระพุทธรูป) หันหลังชนกันสามทิศ ข้างบนมียอดเล็กๆ ปั้นปูนลวดลายงดงาม รับกับบัวยอดซุ้มและแข้งสิงห์เบื้องล่าง  ศิลปะรูปปั้นงามนี้เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายลักษณะลวดลายบ่งชัดว่าเป็นฝีมือช่างสมัยพระบรมโกศ  ใบเสมาเป็นหินทรายทำรูปหัวนาคออกสองข้างเอวเสมาเหมือนกันแต่ทรงด้านบนอวบอ้วน ใบเสมาแบบนี้อายุเก่ากว่าใบเสมาสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ ใบเสมาช่วงหลังจะทรงเพรียวกว่า มีเจดีย์ทิศล้อมรอบตัวพระอุโบสถทั้งสี่ด้าน ซุ้มบันแถลงประดับกรอบประตูหน้าต่างทำจากปูนน้ำอ้อย
บานประตูพระอุโบสถทั้งหน้าและหลังมีด้านละสองบาน ปั้นปูนซุ้มประตูเป็นรูปฤาษีพนมและบางซุ้มก็ทำรูปเทวดารำอยู่กลางซุ้ม เข้าใจว่าเป็นฝีมือปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๓   บานประตูเขียนลายทองรูปกนกใบเทศลายละเอียดมาก  บนหน้าต่างก็เขียนลายทอง คือเป็นลายรดน้ำเช่นเดียวกับประตู  ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมแป้งสาคูเปียกฝีมือช่างสกุลนนทบุรี ปัจจุบันชำรุดทรุดโทรมไป แต่กรมศิลปากรกำลังบูรณะอยู่  ภาพระหว่างช่องหน้าต่างเขียนรูปปริศนาธรรม  ผนังด้านซ้ายพระประธาน เขียนรูปพระปลงกัมมัฏฐานในลักษณะหลายแบบหลายวิธี  ผนังด้านหน้าเขียนรูปพุทธประวัติแสดงถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระพุทธองค์  พระพุทธรูปในพระอุโบสถ ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่หน้าพระอุโบสถยังมีรูปสลักหินทำจากเมืองจีน  คล้ายเป็นรูปยักษ์รักษาวัด ตนหนึ่งหน้าดุอีกตนหนึ่งหน้ายิ้ม มือถือกระบองด้วยกันทั้งคู่เป็นศิลปะอันงดงามเป็นของประจำวัด  ซึ่งตามวัดในอาณาบริเวณแถบนี้ไม่มีภาพสลักชนิดนี้
หอระฆังวัดโพธิ์บางโอ หอระฆังที่วัดนี้เป็นสกุลช่างเมืองนนทบุรีทั้งหมด  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชชนนีเป็นสกุลฝ่ายเมืองนนทบุรี จึงทรงอุปการะการสร้างวัดในเขตนนทบุรี แบบมณฑปยอดเจดีย์ผสมกันระหว่างหอสูงรูปสี่เหลี่ยมและเจดีย์ย่อมุม  ติดต่อวัดโพธิ์บางโอโทร. ๐ ๒๔๔๗ ๕๘๓๑
การเดินทาง
รถยนต์ จากสะพานพระนั่งเกล้าถึงสี่แยกบางบัวทอง เลี้ยวซ้ายเข้าบางกรวย ๑๗ กิโลเมตร ผ่านวัดชลอ แยกขวาเข้าที่ว่าการอำเภอ ตรงไป ๕๐๐ เมตรจะพบวัดโพธิ์บางโอทางขวามือ หรือจากสะพานพระรามเจ็ด ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เข้าเส้นบางกรวยไปจนถึงสี่แยกก่อนเข้าที่ว่าการอำเภอ จะเห็นป้ายวัดชลอเลี้ยวขวา ไปประมาณ ๑ กิโลเมตร
เรือ ลงเรือจากท่าช้าง สายท่าช้าง-บางกอกน้อย-บางใหญ่ ตั้งแต่เวลา ๐๖.๓๐-๒๓.๐๐ น. เรือออกทุกครึ่งชั่วโมง (หลัง ๑๑.๐๐ น. มีผู้โดยสารเต็มจึงออก) เวลาที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยว คือ ๐๘.๓๐-๑๕.๓๐ น. วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายชื่อวัดติดอยู่ที่ศาลาเห็นถนัดชัดเจน
วัดสักน้อย ตั้งอยู่ในบ้านเลขที่ ๒๐ หมู่ ๙ ตำบลวัดชลอ เดินทางจากวัดโพธิ์บางโอมาประมาณ ๗๐๐ เมตร  เป็นวัดร้าง เหลือแต่วิหารเก่าชำรุด วิหารวัดสักน้อยมีอายุประมาณ ๑๐๐ กว่าปีก่ออิฐถือปูน หลังคาวัดพังหมดแล้ว สภาพปัจจุบันทรุดโทรมมากไม่มีรูปแบบศิลปกรรมหลงเหลือ มีต้นไทรเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมไปทั่ว เป็นที่ศาสนสมบัติวัดร้างของกรมศาสนา พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ได้ทรงนิพนธ์ถึงวัดสักน้อยไว้ในนิราศพระประธม พ.ศ. ๒๓๗๗   
ดลวัดสักน้อยน่างง      อนาถใจ
น้อยศักดิ์จึงโศกใน     อกอึ้ง
เจ็บรักจากจักไกล       กลอยเสน่ห์มาแน่
โศกไม่น้อยหนักตรึง   ตราตรึง ทรวงเสมอ” 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อเจ้าอาวาสวัดโพธิ์บางโอโทร. ๐ ๒๔๔๗ ๕๘๓๑
วัดเพลง  เป็นวัดร้างตั้งอยู่ตำบลบางขนุน ริมคลองวัดสักใหญ่ สามารถเข้าทางวัดสักใหญ่ สันนิษฐานตามลักษณะสถาปัตยกรรมและลายปูนบนพื้นที่เหลืออยู่ว่า สร้างขึ้นในสมัยพระนารายณ์มหาราชและอาจมีสภาพเป็นวัดร้างมาตั้งแต่สมัยสงครามระหว่างไทยกับพม่าเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ โดยทัพพม่าจากทางใต้มีมังมหานรธา เป็นแม่ทัพนำทัพผ่านเมืองนนทบุรี ได้ตั้งค่ายรบสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดเขมาภิรตารามและทำการรบกับอังกฤษ ซึ่งขันอาสาไทยรบกับพม่า  ผู้คนเกิดกลัว หนีพม่าไปจนทำให้วัดร้าง นางสาย เลี่ยมนุช ปัจจุบันอายุ ๙๐ ปี ผู้เช่าที่ดินของวัดจากกรมศาสนาทำสวนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๘๕ เล่าว่าได้ยินผู้คนในแถบนั้น เล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมวัดเพลง มีชื่อวัดทองเพลง และมีคำกล่าวถึงวัดอยู่เสมอว่า “ วัดทองเพลงต้มเหล้ากินเอง ปีหนึ่งรับกฐินสองไตร ” หมายความว่าปีหนึ่งที่วัดเพลงแห่งนี้จะได้รับกฐินจากกรุงศรี (ชาวเมืองนนทบุรี เรียกกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้นว่า เมืองบน) และจากชาวบ้านชุมชนรอบวัด นับเป็นวัดที่มีสิทธิพิเศษมาก ซึ่งปกติวัดแต่ละวัดจะได้รับกฐินเพียงครั้งเดียว
โบราณสถานที่สำคัญมีดังนี้ พระอุโบสถหลังใหญ่ สูงมาก ขนาด ๖ ห้อง ตรงมุมย่อมุมไม้สิบสองเสา ซุ้มประตูประดับลายปูนปั้นงดงาม คานไม้ตรงซุ้มประตูเป็นไม้มีลวดลายลงรักปิดทองกนกเปลวเพลิง ฝาผนังด้านในและพระประธาน ยังมีร่องรอยจิตรกรรม หลงเหลืออยู่รางๆ เป็นลายดอกไม้ร่วงบนพื้นสีแดง สภาพอุโบสถชำรุดมาก เหลือเพียงฝาผนังทั้งสี่ด้านไม่มีหลังคา บานประตูหน้าต่างมีต้นไทรปกคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รากไทรได้ยึดฝาผนังไว้ไม่ให้พังลงมามองดูคล้ายปราสาทของขอม
พระอุโบสถประดิษฐาน หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปสูง ปางมารวิชัย ทำด้วยหินทรายแดง หุ้มปูนลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง ๓ ใน ๔ ของความกว้างพระอุโบสถ พระพุทธลักษณะของพระพักตร์ พระโอษฐ์ และพระเกศ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยอู่ทอง มีความศักดิ์สิทธิ์  เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนในชุมชน  ในระหว่างพรรษาของทุกปีทางวัดแก้วฟ้า (ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน) ได้จัดพระสงฆ์ สามเณร ไปจุดธูปเทียนพรรษาบูชาอยู่เสมอ
ใบเสมา ทำจากหินทรายแดง ตั้งอยู่ตามมุมพระอุโบสถ เหลือเพียงแท่นฐานตั้งอยู่บนฐานขาสิงห์โหย่ง ๔ ฐาน ส่วนใบเสมานั้น วัดสักใหญ่ได้มาขุดออกจากฐานนำไปเก็บไว้ที่วัดสักใหญ่ เพื่อใช้เป็นใบเสมา ตั้งรายรอบพระอุโบสถหลังใหม่ แต่ไม่สามารถตั้งขึ้นบนฐานที่สร้างวัดใหม่ จึงกองทิ้งไว้ในบริเวณวัดสักใหญ่ ใบเสมาบางอันยังมีสภาพสมบูรณ์เห็นลวดลายชัดเจนและอีกหลายอันแตกออกเป็นชิ้น
                หอระฆัง เป็นหอระฆังเล็กๆ ตั้งอยู่ทางขวาของพระอุโบสถ เดิมมียอดและบันได ปัจจุบันเหลือแต่เพียงซากปรักหักพัง
วัดบางขนุน ตั้งอยู่ที่บ้านบางขุนกอง ตำบลบางขนุน   ชม “หินบดยา” (ยาแผนโบราณ) ลักษณะหินบดยา (แพทย์แผนโบราณ) ทำเป็น ๓ ชุด ชุดหนึ่งมีอุปกรณ์ ๓ ชิ้น คือ แท่งหินบด แท่นหินรองบด และไม้สำหรับวางแท่นหินบด แท่งหินบดทำมาจากทรายสีแดงเป็นก้อนสี่เหลี่ยมยาวประมาณ ๑ ฟุต หนา ๑ คืบ ไม้สำหรับวางแท่นหินบดรูปร่างคล้ายกับตั่งนั่ง เป็นไม้เนื้อแข็ง สันนิษฐานว่าจะเป็นไม้สักเพราะมีน้ำหนักเบาตัวมอดไม่กิน ไม่ผุกร่อน ยังมีสภาพสมบูรณ์ใช้การได้ดีวิธีการบดใช้แรงงานคน เมื่อบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปผสมเป็นตัวยาใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บตามที่ต้องการ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๑ เจ้าอาวาสบางขนุน (ปัจจุบันมรณภาพไปแล้ว) มีความรู้เรื่องยาแผนโบราณเพราะที่วัดมี “สมุดไทย”(สมุดข่อย) ที่เป็นตำราแพทย์โบราณ ซึ่งที่วัดมีอยู่หลายฉบับ เช่น ตำราเจ็ดคัมภีร์ และภาพทศชาติ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตำราแพทย์โบราณ ตำรากฎหมาย และตำราโหราศาสตร์สร้างขึ้นประมาณสมัยรัชกาลที่ ๖–๗ ปัจจุบันยังคงเหลือเป็นบางฉบับเท่านั้น และฉบับที่นับว่าสำคัญคือ ตำราเจ็ดคัมภีร์และภาพทศชาติ นอกจากนี้ที่วัดยังมี “ธรรมาสน์”(ที่นั่งเดี่ยวสำหรับพระสงฆ์นั่งเทศนา) สมัยอยุธยาตอนปลาย สีสันสวยงามแกะสลักลวดลายดอกไม้วิจิตร
วัดกระโจมทอง อยู่ที่ตำบลวัดชลอ ริมคลองบางกรวย วัดกระโจมทองสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๐ สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง) สมัยอยุธยาตอนต้น สิ่งที่น่าสนใจ คือ พระวิหารหลวงพ่ออู่ทอง วัดนี้เป็นวัดที่ร่วมสมัยกับวัดปรางค์หลวงที่อำเภอบางใหญ่ มีตำนานเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าอู่ทองเช่นเดียวกันเดิมเคยเป็นที่ตั้งกระโจมที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ลักษณะพระวิหารหลวงพ่ออู่ทอง คล้ายพระอุโบสถขนาดเล็กบรรจุพระสงฆ์ได้ประมาณ ๒๑ รูป ฝาผนังหนาประมาณ ๘๐ เซนติเมตร สภาพชำรุดเหลือผนังด้านข้างกับด้านหลัง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสมัยอู่ทองยุคต้น จำนวน ๓ องค์ พระพุทธรูปองค์กลางมีขนาดใหญ่เรียกว่า หลวงพ่ออู่ทอง คนในชุมชนมีความศรัทธาและมีความผูกพันมาก ได้ร่วมกันสละทรัพย์ที่จะสร้างพระวิหารใหม่ครอบพระวิหารเก่าไว้เป็นมรดกชุมชนสืบไป แต่ยังมีปัญหากับทางวัดที่มีความคิดเห็นในเรื่องการก่อสร้างไม่ตรงกัน และคนในชุมชนต่างมีความคิดเห็นว่าเศียรของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ได้ถูกขโมยตัดเศียรไปแล้ว โดยวิธีสับเปลี่ยนนำเศียรใหม่มาต่อไว้แทน (ทำมาจากวัสดุปูนปั้นปลาสเตอร์) เนื่องจากมีพุทธลักษณะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกับของเดิมตามที่มีการบันทึกรูปภาพไว้
วัดแก้วฟ้า ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย ตำบลบางขนุน   วัดนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๐๙๕ สมัยรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ    ชื่อ“วัดแก้วฟ้า”น่าจะเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือ สมเด็จพระไชยราชาธิราช เสด็จสวรรคตโดยกะทันหัน พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ พระแก้วฟ้าพระชนม์ได้ ๑๓ พรรษา ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นครองราชย์แทนได้ ๑ ปี ๒ เดือน ถูกขุนวรวงศาธิราชประหารชีวิตแล้วขึ้นครองราชย์แทน ต่อมาขุนวรวงศาธิราชถูกขุนพิเรนทรเทพจับฆ่าเอาศพเสียบประจาน แล้วสถาปนาพระเฑียรราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระไชยราชาขึ้นครองราชย์แทนเป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
โบราณสถานสำคัญภายในวัดแก้วฟ้า ได้แก่  พระประธาน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ปางมารวิชัย เรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ มี อุโบสถหลังเก่า สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๑๑๔ เป็นอาคารเครื่องก่อแบบผนังรับน้ำหนักขนาด ๕ ห้อง ฐานแอ่นโค้งทรงเรือสำเภาด้านหน้ามีพาไล ฝาผนังหุ้มกลอง ก่ออิฐจรตอกไก่ มีประตูด้านหน้า ๒ บาน ด้านหลังเป็นผนังทึบ มีช่องเล็ก ๆ หลังพระประธาน ๑ ช่อง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ๑๑ องค์ และพระอัครสาวก ๒ องค์  รอบอุโบสถมีใบเสมาหินทรายแดง ลวดลายจำหลักตั้งอยู่บนฐานขาสิงห์ มีซุ้มทรงกูบช้างทวิมุขกำแพงแก้วลักษณะบัวหลังเจียด  บริเวณทางเข้ากำแพงเป็นหัวเสาเม็ดทรงมัณฑ์อยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ด้านละ ๑ ช่อง มุมกำแพงแก้วด้านละ ๔ มุม มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองตั้งอยู่นอกกำแพงแก้ว         ด้านหลังอุโบสถมีเจดีย์ย่อมมุมไม้ยี่สิบ ฐานสิงห์ยอดบัวตั้งอยู่ ๑ องค์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๔๔๗ ๕๔๔๖, ๐ ๒๘๗๙ ๙๙๗๑
วัดบางอ้อยช้าง ตั้งอยู่ที่ตำบลบางสิทอง  วัดนี้มีรอยพระพุทธบาท ลักษณะหล่อด้วยทองสำริด ขนาด ๕๔ นิ้ว กว้าง ๑๙ นิ้วครึ่ง เป็นโบราณวัตถุทางศาสนาที่มีอายุเก่าแก่กว่า ๒๐๐ ปี เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านบางอ้อยช้าง รอยพระพุทธบาทวัดนี้สันนิษฐานว่าพระอธิธรรมทองอยู่ อดีตเจ้าอาวาสองค์แรกท่านได้ธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลกเพื่อไปหาไม้มาสร้างวัดบางอ้อยช้าง และได้ไปพบรอยพระพุทธบาทและพระศรีรัตนศาสดาพร้อมกัน ท่านเห็นว่าโบราณวัตถุทั้ง ๒ อย่าง นี้เป็นสิ่งล้ำค่าและสวยงามมาก ทั้งขาดการบำรุงรักษาท่านจึงได้อาราธนาลงแพไม้มาและนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดบางอ้อยช้าง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ พระมหาวิบูลย์ฉายา ธมมโชโต เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ได้จัดสร้างพระมณฑปเพื่อเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท โดยมีงบประมาณได้มาจากความร่วมมือทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังความคิดจากประชาชน เป็นพระมณฑปที่สวยงาม ตกแต่งด้วยศิลปวัฒนธรรมแบบไทยเดิมบรรจงสร้างอย่างวิจิตรบรรจง มีคุณค่าเหมาะสมที่จะเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทอย่างภาคภูมิใจและสมเกียรติ

อำเภอบางใหญ่
วัดสวนแก้ว หมู่ ๑ ตำบลบางเลน เป็นสถานที่เผยแพร่ธรรมโดยพระพิศาลธรรมพาที(พระพยอม กัลยาโณ) เป็นพระนักพัฒนา ท่านได้ริเริ่มโครงการต่างๆของมูลนิธิสวนแก้วเพื่อพัฒนาสังคม และคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในสังคมจนประสบความสำเร็จ เช่น โครงการร่มโพธิ์แก้ว โครงการที่พักคนชรา โครงการซุปเปอร์มาร์เก็ตผู้ยากไร้ โครงการสวนแก้วเนอร์สเซอรี่และอีกหลายโครงการ 
โครงการซุปเปอร์มาร์เก็ตผู้ยากไร้จำหน่ายสินค้าที่มีผู้นำมาบริจาคให้และซ่อมแซม เปิดวันจันทร์-ศุกร์ ๑๐.๐๐-๑๖.๓๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์เปิดเวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น.  วันพุธปิด   โทร. ๐ ๒๕๙๕ ๑๙๔๕-๗, ๐ ๒๕๙๕ ๑๔๔๔ โทรสาร ๐ ๒๕๙๕ ๑๒๒๒ รับบริจาค โทร. ๐ ๒๙๒๑ ๕๖๐๒-๔ หรือเว็บไซต์  www.suankaew.or.th
การเดินทาง จากสะพานพระนั่งเกล้า ตรงไปสี่แยกไฟแดงที่ ๒ เลี้ยวซ้ายเข้าบางกรวย ประมาณ ๒ กิโลเมตรจะถึงวัด หรือ  จากท่าน้ำนนทบุรี  ข้ามไปฝั่งท่าน้ำบางศรีเมือง แล้วต่อรถสองแถวไปถึงวัดสวนแก้ว ค่าโดยสารคนละ ๘ บาท
วัดอัมพวัน สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ วัดบางม่วง สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ หอไตรกลางน้ำ เป็นสถาปัตยกรรมไทยที่สมบูรณ์ที่สุด  เป็นเรือนไม้ยกใต้ถุนสูง ตัวหอมีขนาด ๒ ห้อง ช่วงล่างเป็นลูกฟักกระดานดุน ตอนบนเป็นซี่ลูกกรงไม้ กลึงเสา กรอบประตูเป็นเสาหัวเม็ด ประตูหูช้าง  เครื่องลำยองเป็นไม้จำหลัก  หลังคาซ้อน ๒ ชั้น   มีปีกนก ๑ ชั้น  มุงกระเบื้องดินเผาใต้เชิงชาย  และหน้าบันประดับไม้สลักลายรดน้ำ
หน้าบานประตูทางเข้าหอไตรเป็นบานไม้ลงรัก ปิดทอง ลายพุ่มข้าวบิณฑ์  อกเลาเป็นไม้จำหลักลายดอกพุดตาน ลูกฟัก เหนือประตูเป็นภาพนกข้างละตัว เหนือขึ้นไปเป็นภาพพระอาทิตย์ พระจันทร์ ในห้องสะกัดท้ายหอไตรเป็นที่เก็บพาน ตะลุ่มและฐานพระพุทธรูปไม้จำหลักจำนวนมาก  
การเดินทาง
เรือ โดยสารเรือหางยาวจากท่าเรือหน้าที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ ใช้เวลาประมาณ ๕ นาที
รถยนต์ ใช้เส้นทางถนนวงแหวนรอบนอกบางบัวทอง-ตลิ่งชัน   เลี้ยวแยกซ้ายมือที่ตำบลบางม่วง
วัดอินทร์ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๘ หมู่ที่ ๒ ตำบลเสาธงหิน  สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๖๓ ชุมชนวัดอินทร์ สมัยโบราณเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เนื่องจากมีวัดในบริเวณแถบนี้หลายวัดแต่ละวัดอยู่ติด ๆ กันเป็นวัดขนาดใหญ่ มีเสนาสนะงดงามแทบทุกวัด อันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคงของคนโบราณ ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูป พระประธานปางมารวิชัยสร้างด้วยหินทรายแดงฐานชุกชีอ่อนโค้งท้องสำเภา ตกแต่งด้วยผ้าพิมพ์และลายปูนปั้นที่สูงค่ายิ่ง เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลาย นอกจากนี้นี้ยังมีร่องรอยการลงรักปิดทองประดับกระจกมาก่อน แสดงให้เห็นว่าเป็นช่างชั้นสูงที่มีฝีมือเป็นเลิศในแถบนี้ อุโบสถหลังเก่าและวิหารเป็นอาคารเครื่องก่อทั้ง ๒ หลัง เดิมหลังคามุงด้วยกระเบื้องเผากาบกล้วยไม่เคลือบสีด้านหน้าด้านหลัง มีหลังคาซ้อน ๒ ตอน หน้าบันเรียบไม่มีลวดลายเหมือนกันทั้ง ๒ หลัง อุโบสถมีประตูเข้า ๑ ประตู
 วัดส้มเกลี้ยง ตั้งอยู่เลขที่ ๓๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลบางแม่นาง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๓ สมัยอยุธยา ภายในวัดมีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ อาทิ อุโบสถ ลักษณะทั่วไปเป็นบ้านทรงไทยมีมุขทั้ง ๒ ด้าน มีช่อฟ้า ใบระกา ประตู หน้าต่าง ปิดทอง ลายทรงพุ่มข้าวบิณฑ์
 วัดพระนอน ตั้งอยู่เลขที่ ๙ หมู่ที่ ๓ ตำบลบางแม่นาง  สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๘ ชาวบ้านถือเอาเหตุผลที่วัดนี้มีพระนอนที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิมจึงได้ขนานนามว่า “วัดพระนอน” มาจนทุกวันนี้ ในปีที่อำเภอบางใหญ่ประสบอุทกภัยบริเวณอนุสรณ์และสถานที่โดยรอบบริเวณวัดจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่เป็นที่น่าสังเกตและมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่บริเวณอุโบสถของวัดพระนอนแห่งนี้ น้ำไม่ไหลท่วมสู่บริเวณอุโบสถแม้แต่ปีที่น้ำท่วมสูงสุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕
 วัดท่าบันเทิงธรรม ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๑ ตำบลบางใหญ่  สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้สร้างอยู่ในราชสกุล “ปราโมช” ชื่อคอยท่าจึงมีชื่อว่า วัดท่า ในสมัยนั้น ได้รับการทำนุบำรุงบูรณะพัฒนาให้เจริญขึ้นมาตามลำดับเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นต้นมา จึงได้เพิ่มเติมนามวัดเป็น “วัดท่าบันเทิงธรรม” มีปูชนียวัตถุ คือ รอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการสมโภชน์และพระปิดทองเป็นงานประจำทุกปี
 วัดพระเงิน ตั้งอยู่เลขที่ ๒๓ หมู่ที่ ๘  ตำบลบางแม่นาง  สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๔ ผู้ริเริ่มสร้าง คือ พระอาจารย์เสือ มีหอไตรอายุประมาณ ๑๐๐ ปี เป็นอาคารไม้ ตัวหอขนาด ๒ ห้อง ตั้งบนคานและเสาคอนกรีตเสริมเล็กซึ่งปักอยู่ในสระน้ำ ตัวหอไตรมีเฉลียงรอบ หลังคาเป็นชั้นซ้อน ๒ ชั้น ประดับเครื่องลำยอง ไม้จำหลักปิดทองประดับกระจกหน้าบันเป็นไม้กระดานเรียบ สภาพปัจจุบันไม้ผุพังไปมากพอสมควร
วัดเสาธงหิน  ตั้งอยู่เลขที่ ๓๘ หมู่ที่ ๑  ตำบลเสาธงหิน  เดิมชื่อวัดสัก ในสมัยอยุธยาตอนปลาย พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรวบรวมไพร่พลมาตั้งทัพบริเวณวัด และได้ปักธงไว้กับกองหิน เพื่อให้ทหารมองเห็นได้แต่ไกล และโปรดให้สร้างพระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ๓ องค์ คือ ประธาน ๑ องค์ พระสาวก ๒ องค์ ต่อมาเมื่อสิ้นสุดสงครามได้กลับมาบูรณะวัดอีกครั้งหนึ่ง และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดเสาธงหิน มาจนตราบทุกวันนี้
หลวงพ่อโต พระประธานอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือมาก ชาวบ้านเล่าว่าครั้งหนึ่งน้ำเค็มขึ้นถึงจังหวัดนนทบุรี แต่หน้าวัดเสาธงหินเป็นน้ำจืด ชาวบ้านโจษขานกันไปทั่วและพากันตักไปดื่มกินโดยทั่วไปในขณะนั้น นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว หลวงพ่อโตยังได้รับความเคารพบูชาจากชาวบ้านมาบนบานอยู่เสมอและมักจะประสบความสำเร็จ จึงพากันสักการะเป็นประจำ
 วัดยุคันธราวาส  ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒ หมู่ที่ ๗ บ้านสวนเจ้า ตำบลบางเลน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ โดยสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทว) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ) ได้โปรดสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามขึ้นที่กรุงเทพมหานครและเนื่องจากมีวัสดุสัมภาระต่าง ๆ ที่เหลือจากการก่อสร้างจำนวนหนึ่งจึงได้นำมาสร้างวัดยุคันธราวาส  เดิมชื่อ “วัดยุคนธร”  ภายในวัดมี “พระแท่นที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”
 วัดต้นเชือก ตั้งอยู่เลขที่ ๘ หมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านใหญ่  สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๔ แต่เพิ่งจะมาเจริญรุ่งเรืองประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๐ ในตำบลบ้านใหม่มีวัดเพียงหนึ่งวัด แต่มีพุทธศาสนิกชนในตำบลบ้านใหม่และตำบลใกล้เคียงมาทำบุญอยู่เป็นจำนวนมาก มีหลวงพ่อวิหาร พระประธานในวิหาร สร้างในสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ชาวบ้านนับถือสักการะกันเป็นประจำ
 ถนนสายดอกไม้ อำเภอบางใหญ่ มีการส่งเสริมการปลูกดอกไม้ประดับจนทำให้ถนนกาญจนาภิเษกที่
อยู่ในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ได้ชื่อว่าเป็น “ถนนสายดอกไม้” เนื่องจากทั้งสองข้างทางมีเหล่าพืชพันธุ์ไม้นานาชนิด สะพรั่งด้วยสีสันเสมือนหนึ่งเชิญชวนผู้พบเห็นได้แวะชื่นชมและเลือกซื้อ ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม – มกราคม ของทุกปี อำเภอบางใหญ่ได้จัดงาน “อเมซิ่งบางใหญ่ ถนนสายดอกไม้” ณ บริเวณห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ ที่ว่าการอำเภอบางใหญ่เพื่อให้เกษตรกรนำไม้ดอกประดับมาจำหน่ายโดยตรงในราคาถูกพิเศษ ให้ผู้ที่สนใจเลือกซื้อเพื่อไปมอบให้ญาติมิตรในเทศกาลปีใหม่หรือในโอกาสสำคัญอื่น ๆ

อำเภอไทรน้อย
                วัดเสนีวงศ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองเพรางาม เป็นวัดที่ร่มรื่นไปด้วยหมู่แมกไม้ยืนต้นและสัตว์น้ำ แบบการสร้างวัดผสมผสานระหว่างไทย-มอญ-จีน ซึ่งแปลกหาชมได้ยาก ชมอุทยานมหาชาติ(พระเวสสันดร) ๑๕ กัณฑ์  และขอพรจากเจดีย์ ทรงรามัญมีชื่อว่า “เจดีย์สมปรารถนา” ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
ตลาดน้ำไทรน้อย ตั้งอยู่ริมคลองพระพิมลราชาเป็นศูนย์รวมของอาหารคาวหวาน ผัก ผลไม้ หลายชนิดที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายริมฝั่งคลอง มีรสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัยและราคาเป็นกันเอง  สามารถเลือกซื้อเลือกหาตามต้องการ นอกจากนี้ชมทัศนียภาพและวิถีชีวิตของชาวนนทบุรี ที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งคลอง ยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติและความเป็นไทยอยู่ เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. บริเวณตลาดน้ำมีเรือล่องคลองพระพิมลราชาออกทุกชั่วโมง
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐-๑๖.๐๐ น. นำเที่ยวชมวัดไทรใหญ่และสวนมะพร้าว   โดยมีเยาวชนเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นนำชม
การเดินทาง
รถยนต์ สายบางบัวทอง-ตลิ่งชัน แยกซ้ายมือเข้าสู่ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร เข้าตลาดน้ำไทรน้อย ข้างที่ว่าการอำเภอไทรน้อย
รถตู้ (สาย ต.๘)สายพาต้าปิ่นเกล้า-ไทรน้อยและสายเดอะมอลล์งามวงศ์วาน-ไทรน้อย
เรือ ให้บริการโดยสารและนำเที่ยวจากท่าน้ำนนทบุรี-ไทรน้อย
วัดไทรใหญ่ (ข้างสำนักเทศบาลตำบลไทรน้อย) ไปตามสาย ๓๒๑๕ กิโลเมตรที่ ๓๓-๓๔  ตั้งอยู่เลขที่ ๖๕ บ้านไทรใหญ่ ถนนไทรน้อย-ต้นเชือก  วัดไทรใหญ่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ เดิมชื่อวัดมหานิโครธาราม ซึ่งแปลว่า “ไทร” ต่อมาได้เปลี่ยนนามเป็น “วัดไทรใหญ่”   เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยอู่ทอง ปางมารวิชัยหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๑.๖๙ เมตร ฝีมือช่างหลวง นอกจากนี้ยังมีพระมหากัจจายะนะ  แม่โพสพ และรูปหล่อของพระครูนนททิวาการ(ทิพย์) อดีตเจ้าอาวาส  ฝาผนังมีจิตรกรรมเรื่องพระเจ้าสิบชาติ  

แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ศูนย์เกษตรบางรักน้อย เป็นสวนผลไม้ในเขตอำเภอไทรน้อย ปลูกผลไม้ประเภททุเรียน มังคุด มะไฟ มะม่วง สามารถเข้าเยี่ยมชมและชิมผลไม้สดๆได้ ใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที - ๑ ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถซื้อผลไม้กลับไปเป็นของฝากจากอำเภอไทรน้อย ในช่วงฤดูผลไม้ออก สอบถามเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๙๐๓ ๕๗๖๖
กลุ่มส่งเสริมผู้ปลูกกล้วยไม้ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ เป็นแหล่งเพาะปลูกกล้วยไม้สกุลหวาย โดยมีสวนกล้วยไม้หลายสวนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม และเลือกซื้อพันธุ์กล้วยไม้นานาชนิด ในทุก ๆ เช้าเกษตรกรจากสวนต่าง ๆ จะตัดช่อกล้วยไม้ เพื่อนำมาคัดเกรดที่ศูนย์รวบรวมของกลุ่ม สำหรับการบรรจุห่อส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณพนม  พึ่งสุขแดง โทร. ๐๘ ๑๖๔๙ ๑๐๗๖ หรือ คุณสมศักดิ์ ดุสฎีกาญจน
โทร. ๐๘ ๑๘๐๖ ๗๔๒๓
สวนชวนชมปรีชา อยู่ที่อำเภอบางบัวทองมีประมาณ ๙๐ ไร่ มีพันธุ์ชวนชมหลากหลายชนิดให้เลือกชมเลือกซื้อมากมาย และมีต้นลีลาวดีจำหน่ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสวนชวนชมอีก ๑ ไร่ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านวังใหญ่ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ ผู้ที่สนใจสามารถโทรติดต่อล่วงหน้าได้ที่ สวนชวนชมปรีชา โทร.๐ ๒๙๐๓ ๐๘๗๗–๙, ๐๘ ๑๓๐๙ ๖๐๘๖
                หมู่บ้านบอนสีเฉลิมพระเกียรติ ฯ แหล่งที่ปลูกบอนสี (ราชินีแห่งใบไม้) คือที่ตำบลไทรน้อย และตำบลกลองขวาง อำเภอไทรน้อย ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงโปรดและพระราชทานพระราชเสาวนีย์ให้อนุรักษ์ โดยทางเกษตร ฯ ได้กำหนดจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ฯ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ของทุก ๆ ปี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เกษตรอำเภอไทรน้อย โทร.๐ ๒๕๙๗ ๑๓๗๓
สวนผลไม้เกาะเกร็ด ตั้งอยู่บริเวณ หมู่ที่ ๑, ๒, ๓,  ๔, และ ๕ ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด มีสวนผลไม้หลากหลายชนิด เช่น สวนทุเรียน ชมพู่มะเหมี่ยว ลิ้นจี่ มะปราง กะท้อน และสวนผลไม้อื่น ๆ ผู้ที่สนใจท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนเกาะเกร็ดสามารถเดินทางไปชมและเลือกซื้อผลไม้ได้ทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ว่าการอำเภอปากเกร็ด โทร. ๐ ๒๕๘๓ ๒๑๓๙ (ในวันเวลาราชการ)

แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือ
เส้นทางที่ ๑
ลงเรือจากท่าช้างหรือท่ามหาราช กรุงเทพมหานคร - เข้าคลองบางกอกน้อย - แวะชมและนมัสการวัดสำคัญๆ เช่น วัดสุวรรณาราม วัดบางอ้อยช้าง ผ่านชุมชนตลาดบางใหญ่ เข้าคลองอ้อมนนท์ - สู่เกาะเกร็ดเที่ยวชมวัดปรมัยยิกาวาส วัดเสาธงทอง วัดฉิมพลี วัดไผ่ล้อม กวานอาม่าน เป็นต้น แวะซื้อขนมไทยของฝากก่อนเดินทางกลับ

เส้นทางที่ ๒
ลงเรือที่ท่าน้ำนนทบุรี - แวะชมวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารเที่ยวชมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ลวดลายรูปปั้นประดับกระเบื้องหน้าบัน และกรอบประตูหน้าต่าง ซึ่งล้วนสวยงามหาดูได้ยากยิ่ง - อุทยานกาญจนาภิเษกซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่สวยงามมากเหมาะสำหรับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ - วัดเชิงเลน - คลองขนมหวาน (ชาวบ้านจะทำขนมหวานจำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ฯลฯ บริการขายปลีกเป็นของฝากและขายส่ง) - เกาะเกร็ด เที่ยวชมวัดปรมัยยิกาวาส วัดเสาธงทอง วัดฉิมพลี วัดไผ่ล้อม กวานอาม่าน

เส้นทางที่ ๓
ลงเรือที่ท่าน้ำนนทบุรี - คลองอ้อมนนท์ - สวนเกษตรเกาะเกร็ด เช่น สวนทุเรียน เป็นต้น - แวะซื้อขนมไทยที่คลองขนมหวานก่อนชมแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญบนเกาะเกร็ด เช่น วัดปรมัยยิกาวาส วัดเสาธงทอง วัดฉิมพลี วัดไผ่ล้อม กวานอาม่านและสินค้าพื้นเมืองที่เกาะเกร็ด
การเช่าเรือติดต่อได้ที่
ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี ติดต่อ สำนักงานเทศบาลนครนนทบุรี โทร ๐ ๒๕๘๙ ๐๕๐๐-๑๕ หรือ เคาน์เตอร์เรือหางยาวที่ท่าช้าง กรุงเทพฯ
เรือนำเที่ยว
๑. เรือมิตรเจ้าพระยา โทร ๐ ๒๒๒๕ ๖๑๗๙, ๐ ๒๖๒๓ ๖๔๙๕ (เฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ ออกเวลา ๐๙.๐๐ น.)
๒. เรือริเวอร์คิง โทร. ๐  ๒๔๓๗ ๙๕๕๑ - ๓
๓. เรือเพิร์ล ออฟ สยาม โทร. ๐ ๒๒๙๒ ๑๖๔๙
๔. เรือมโนราห์ ๒ โทร. ๐ ๒๔๗๖  ๐๐๒๒

เทศกาลงานประเพณี
งานสงกรานต์ของชาวมอญ อำเภอปากเกร็ด ที่เกาะเกร็ด จัดหลังจากวันที่ ๑๓ เมษายน ไป ๑ สัปดาห์  มีขบวนแห่และการละเล่นต่าง ๆ แบบมอญ
งานเทศกาลผลไม้และของดีเมืองนนท์     กำหนดจัดงานช่วงกลางเดือนเมษายน - ต้นมิถุนายนของทุกปี  บริเวณริมเขื่อนหน้าศาลากลางเก่า  อำเภอเมือง  มีการจำหน่ายผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับของนนทบุรีเช่น ทุเรียน มังคุด กระท้อน มะไฟ มะม่วง ฯลฯ
ประเพณีการทำบุญตักบาตรพระร้อยแปด    เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานแล้วในอำเภอบางกรวย  โดยจัดขึ้นตามลำน้ำในคลองบางกอกน้อยหลายวัดด้วยกันคือ วัดไทยเจริญ วัดบางไกรนอก วัดอุทยาน และวัดบางไกรใน  ในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นประจำทุกปี
ประเพณีรำมอญ  เป็นนาฏศิลป์ที่เก่าแก่อย่างหนึ่งของมอญ  และยังคงเหลืออยู่สืบต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้  ลูกหลานมอญรุ่นหลังๆ ยังคงได้รับการถ่ายทอดศิลปะนี้ไว้ตลอดมา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปากเกร็ด พระประแดงและปทุมธานียังมีผู้ที่รำมอญได้จำนวนมาก  ซึ่งรวมทั้งวงปี่พาทย์มอญที่บรรเลงประกอบการรำก็ยังคงมีอยู่หลายวงเช่นกัน
งานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา ใต้ฟ้านนท์  เป็นงานวัฒนธรรรมประจำปีที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ ปีในช่วงปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน  ณ บริเวณวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร และอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก ในการจัดงานมีการแสดงสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของทุกอำเภอ มีงานแสดงแสงเสียงของจังหวัด และการแสดงทางวัฒนธรรมไทย           
--------------------------------------

ข้อมูลรายละเอียดในเอกสารนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ช่วยใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเคารพวิถีไทย

ใบอนุญาติประกอบธุระกิจเลขที่ 22 - 0258
บริษัท วี.ไอ.พี.ทราเวล แอนด์ เซอวิส : เลขที่ 79/207 หมู่ 22 บ้าน ฟ้าใส ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57000
โทร 081-764-4877 , แฟกซ์ 053-713339

อีเมล์: viptravelandservice@hotmail.com>>viptravelandservice@gmail.com

http://www.viptravelandservice.com, http://www.chiangraitourandtrekking.com, http://www.chiangraitourandcarrent.com,
http://www.viphotelsbooking.com
   
 
CoppyRight ©V.I.P.Travel And Service Tours Company Chiang Rai Thailand