สมุทรสงคราม
เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.๒ แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม
สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าก็ถึง หากใครชอบการท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั่งเดิม ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการทำสวนผักผลไม้ การเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว หรือ เที่ยวชมตลาดน้ำท่าคาที่ยังคงสภาพตลาดนัดแบบชาวบ้านชาวสวนของชุมชนริมคลอง จังหวัดสมุทรสงครามจึงเป็นจังหวัดที่น่าไปเยี่ยมเยือนสำหรับผู้สนใจการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
เมืองสมุทรสงครามสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมเข้าใจว่าเป็นแขวงหนึ่งของราชบุรี เรียกว่า “สวนนอก” ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องกับสมัยกรุงธนบุรี
จึงแยกจากราชบุรี เรียกว่า “เมืองแม่กลอง ”
สมุทรสงครามมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี พม่าส่งกองทัพผ่านเข้ามาถึงบริเวณตำบลบางกุ้ง พระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมผู้คนสร้างค่ายป้องกันทัพพม่าจนข้าศึกพ่ายแพ้ไป ณ บริเวณค่ายบางกุ้ง นับเป็นการป้องกันการรุกรานของพม่าเข้ามายังไทยครั้งสำคัญในช่วงเวลานั้น
จังหวัดสมุทรสงครามอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๗๒ กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ ๔๑๖ ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น ๓ อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง อำเภออัมพวาและอำเภอบางคนที
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดราชบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดเพชรบุรี และอ่าวไทย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดเพชรบุรี และราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดสมุทรสาคร
การเดินทาง
รถยนต์ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๕ ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ (พระราม ๒) ผ่านสี่แยกมหาชัย-นาเกลือ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ ๖๓ จะมีทางแยกต่างระดับ เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม
รถตู้ สามารถเลือกใช้บริการได้หลายสาย ได้แก่ สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-แม่กลอง , สายหมอชิต-แม่กลอง , สายบางนา-มหาชัย-แม่กลอง และสายโลตัสปิ่นเกล้า-แม่กลอง
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม โดยมีรถจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๕.๕๐-๒๑.๐๐ น. รถปรับอากาศ (ดำเนินทัวร์) โทร. ๐ ๒๔๓๕ ๕๐๓๑ หรือ www.transport.co.th
รถไฟ จากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มีรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัยออกทุกวัน ลงรถไฟที่สถานีรถไฟมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ข้ามเรือจากท่ามหาชัยไปฝั่งท่าฉลอม เพื่อต่อรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านแหลมไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม หรือ จะลงรถไฟที่สถานีรถไฟมหาชัย แล้วต่อรถโดยสารประจำทางไปจังหวัดสมุทรสงคราม ติดต่อสอบถามตารางรถไฟได้ที่ สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ โทร. ๐ ๒๔๖๕ ๒๐๑๗, ๐ ๒๘๙๐ ๖๒๖๐ หรือ www.railway.co.th
ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ
อำเภออัมพวา ระยะทาง ๖ กิโลเมตร
อำเภอบางคนที ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร
สถานที่น่าสนใจ
อำเภอเมือง
ดอนหอยหลอด สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นสันดอนตั้งอยู่ปากแม่น้ำแม่กลอง เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทราย หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ทรายขี้เป็ด” ดอนหอยหลอดมีอาณาบริเวณกว้างประมาณ ๓ กิโลเมตร ยาว ๕ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ ๒ แห่ง แห่งแรกได้แก่ ดอนนอก อยู่บริเวณปากอ่าวแม่กลอง เดินทางไปได้โดยทางเรือ ดอนใน อยู่ที่ชายหาดหมู่บ้านฉู่ฉี่ ตำบลบางจะเกร็ง และอีกแห่งคือ ชายหาดหมู่บ้านบางบ่อ ตำบลบางแก้ว สามารถเดินทางไปได้โดยทางรถยนต์ บริเวณสันดอนมีหอยอาศัยอยู่หลายชนิด
ได้แก่ หอยหลอด หอยลาย หอยปุก หอยปากเป็ด หอยแครง แต่พบว่าหอยหลอดเป็นหอยที่มีจำนวนมากที่สุด จึงเป็นจุดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้
หอยหลอดเป็นหอยชนิด ๒ ฝา ตัวสีขาวขุ่น มีเปลือกคล้ายหลอดกาแฟ ฝังตัวอยู่ในเลน การจับหอยหลอด จะจับในช่วงน้ำลง โดยใช้ไม้เล็ก ๆ ขนาดก้านธูป จุ่มปูนขาว แล้วแทงลงไปในรูหอยหลอด หอยจะเมาปูนแล้วโผล่ขึ้นมาให้จับ ไม่ควรสาดปูนขาวลงบนสันดอน เพราะจะทำให้หอยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นตายหมด ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะท่องเที่ยวดอนหอยหลอด คือ
ประมาณเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เพราะน้ำทะเลจะลดลงนานกว่าช่วงเวลาอื่น และสามารถมองเห็นสันดอนโผล่ขึ้นมา นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือบริเวณศาลาอาภร
(ใกล้ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ) เพื่อนั่งเรือไปชมดอนหอยหลอด ราคาเช่าลำละ ๖๐ บาท (ไม่เกิน ๖ คน) หรือ นักท่องเที่ยวคนละ ๑๐ บาท
หากต้องการเช่าไปเที่ยวชมปากอ่าว (ไม่เกิน ๔ คน) ราคาลำละ ๒๐๐ บาท ชมทิวทัศน์ป่าชายเลน (ไม่เกิน ๗ คน ) ราคาลำละ ๓๕๐ บาท นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเวลาน้ำขึ้น–น้ำลง ได้ที่ อบต. บางจะเกร็ง โทร. ๐ ๓๔๗๒ ๓๗๔๙ มูลนิธิศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โทร. ๐ ๓๔๗๒ ๓๗๓๖
บริเวณดอนหอยหลอดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีการแสดงดนตรีไทยทุกวันเสาร์ หยุดช่วงฤดูฝน เวลา ๑๕.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและร้านขายสินค้าของที่ระลึกหลายร้านเรียงรายบริเวณดอนหอยหลอดขายสินค้าประเภทอาหารทะเลสด-แห้ง หอยหลอดสด-แห้ง น้ำปลา กะปิคลองโคน
น้ำตาลปึก น้ำตาลสด ฯลฯ
การเดินทาง
รถยนต์
๑. ไปยังหมู่บ้านบางบ่อ ตำบลบางแก้ว ไปตามถนนธนบุรี-ปากท่อ (พระราม๒) ก่อนถึงหลักกิโลเมตรที่ ๖๒ มีป้ายซ้ายบอกทางเข้าดอนหอยหลอด ระยะทางประมาณ ๗ กิโลเมตร
๒. ไปยังหมู่บ้านฉู่ฉี่ ตำบลบางจะเกร็ง ไปตามถนนธนบุรี-ปากท่อ (พระราม๒) ประมาณกิโลเมตรที่ ๖๔ ก่อนข้ามสะพานพุทธเลิศหล้านภาลัย เชิงสะพานมีป้ายบอกทางเข้าดอนหอยหลอด
ระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง สามารถเดินทางโดยรถสองแถว มีรถออกตลอดทั้งวันจากตัวตลาดในอำเภอเมืองสมุทรสงครามไปยังบ้านฉู่ฉี่ ดอนหอยหลอด
เรือ การเดินทางไปยังดอนนอก มีเรือขนาดต่าง ๆ บริการที่ท่าริมน้ำแม่กลอง หน้าวัดบ้านแหลม ถ้าเป็นหมู่คณะใหญ่ประมาณ ๖๐-๒๕๐ คน ติดต่อสอบถามล่วงหน้า ที่โรงเลื่อยจักรซุ่นฮวดเฮง คุณพรทิพย์ แสงวณิช โทร. ๐ ๓๔๗๑ ๑๔๖๖, ๐ ๓๔๗๑ ๒๕๕๘, ๐ ๓๔๗๑ ๒๔๕๑, ๐๘ ๑๓๗๘ ๕๘๕๘ โทรสาร ๐ ๓๔๗๑ ๔๒๔๐ (มีบริการสั่งอาหารไปทานบนเรือ) หรือ ติดต่อที่ห้องขายตั๋วเรือข้ามฟาก
ริมแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
วัดศรัทธาธรรมหรือวัดมอญ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลบางจะเกร็ง ไปตามถนนธนบุรี-ปากท่อ (พระราม๒) ประมาณกิโลเมตรที่ ๖๔ ไปเส้นทางเดียวกับไปดอนหอยหลอด
เข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตร วัดนี้จะอยู่ทางขวามือก่อนถึงดอนหอยหลอด วัดนี้เป็นวัดที่มีพระอุโบสถเป็นจุดเด่น สร้างโดยพระครูสมุทรวิสุทธิวงศ์ (อดีตเจ้าอาวาส) เมื่อพ.ศ.๒๕๓๕ พระอุโบสถทำด้วยไม้สักทองผนังฝังมุกทั้งด้านในและด้านนอก ลวดลายมีความละเอียดงดงามมาก แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและรามเกียรติ์ ภายในประดิษฐานหลวงพ่อบ้านแหลม หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลวงพ่อพุทธโสธร เป็นที่สักการะของชาวสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียง ในบริเวณวัดมีขนมกาละแม-รามัญจำหน่าย โดยกลุ่มแม่บ้านรามัญพัฒนา เป็นขนมขึ้นชื่อของวัดมีรสชาติเหนียว หวาน มัน ห่อด้วยกาบหมาก สามารถชมการสาธิตกวนกาละแมในกะทะใบใหญ่ได้ในบริเวณวัด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. ๐ ๓๔๗๑ ๑๓๐๕
วัดบ้านแหลม หรือ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ตั้งอยู่ในตัวอำเภอเมือง บริเวณถนนเพชรสมุทร เดิมชื่อวัดศรีจำปา เป็นวัดที่สำคัญของจังหวัด ตามพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขา
ปีพ.ศ.๒๓๐๗ พม่ายกทัพเข้ามาตีเมืองเพชรบุรี แต่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพมาช่วยรักษาเมืองไว้ได้ ชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรีอพยพหนีพม่ามาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณตำบลแม่กลองเหนือวัดศรีจำปา จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านแหลม” ตามชื่อบ้านเดิมของตนในเมืองเพชรและช่วยกันบูรณะวัดศรีจำปา เรียกวัดนี้ใหม่ว่า “วัดบ้านแหลม”
ชาวบ้านแหลมนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นชาวประมง คราวหนึ่งได้ออกไปลากอวนในอ่าวแม่กลองพบพระพุทธรูปติดอวนขึ้นมา ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่ง อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืน สำหรับพระพุทธรูปนั่งได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี สำหรับพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรสูง
ประมาณ ๑๖๗ เซนติเมตร (แต่บาตรนั้นสูญหายไปในทะเล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธ์วงศ์วรเดชได้ถวายบาตรไว้ให้บาตรหนึ่งเป็นบาตรแก้วสีน้ำเงิน) นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม เรียกว่า “หลวงพ่อบ้านแหลม” มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้านทั่วไป วัดบ้านแหลมเจริญขึ้นเป็นวัดใหญ่ เนื่องจากมีผู้คนมาทำบุญนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลมกันเรื่อยมา ต่อมาวัดนี้ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีวรวิหาร ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเพชรสมุทรวรวิหาร” ภายในบริเวณวัดเพชรสมุทรยังมีพิพิธภัณฑ์สงฆ์
จัดแสดงพระพุทธรูป และพระเครื่องสมัยต่างๆ โบราณวัตถุเครื่องลายคราม และธรรมมาสน์บุษบกสมัยกรุงศรีอยุธยา ปกติไม่เปิดให้เข้าชม ต้องติดต่อเจ้าอาวาสก่อนล่วงหน้า
อนุสรณ์สถานแฝดสยามอิน-จันและพิพิธภัณฑ์เรือ ตั้งอยู่ตำบลลาดใหญ่ ริมถนนเอกชัย (ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ ๔ กม.) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่ฝาแฝดสยามอิน-จันที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปทั่วโลก ภายในบริเวณเป็นลานกว้างประดับด้วยต้นไม้ดอกไม้ อนุสรณ์แฝดสยามอิน-จันตั้งอยู่กลางลาน ด้านหน้ามีสระน้ำขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอาคารโถงจัดแสดงชีวประวัติของแฝดสยามอิน-จัน “ แฝดสยามอิน-จัน” เกิดที่จังหวัดสมุทรสงครามเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๕๔ (ค.ศ.๑๘๑๑) ประมาณปีพ.ศ.๒๓๗๑-๒๓๗๒ (ค.ศ.๑๘๒๘-๑๘๒๙) กัปตันคอฟฟินและฮันเตอร์เดินทางมาติดต่อการค้าที่แม่กลอง พบฝาแฝดคู่นี้จึงขอนำกลับไปอเมริกาและอังกฤษ เพื่อเปิดการแสดงในที่ต่างๆ เรื่องราวชีวิตของแฝดสยามอิน-จัน ฝาแฝดที่มีร่างกายท่อนบนติดกันและสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติยาวนานจนถึงอายุ ๖๓ ปี ได้รับการกล่าวขานทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ “Siamese Twin”
ในอาคารโถงเดียวกันนอกจากชีวประวัติแฝดสยามแล้ว ยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง เป็น พิพิธภัณฑ์เรือรวบรวมเรือพื้นบ้านหลายชนิดมาจัดแสดงไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวแม่กลอง พิพิธภัณฑ์เรือเปิดตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์
เปิดเวลา ๐๘.๐๐-๑๒.๐๐ น . ค่าเข้าชม ๑๕ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. ๐ ๓๔๗๑ ๑๓๓๓
ตลาดหุบร่ม ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟแม่กลอง ตลาดหุบร่มหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ตลาดเสี่ยงตาย หรือตลาดริม ทางรถไฟ ตั้งขายอยู่ริมทางรถไฟใกล้สถานีรถไฟแม่กลอง ความยาวของตลาดประมาณ ๑๐๐ เมตร บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะวางขายสินค้าบนพื้นจนติดกับรางรถไฟ เวลารถไฟมาก็ต่างหุบร่มที่กางและเก็บสินค้าภายในพริบตา จนเป็นที่มาของชื่อตลาดหุบร่มนั่นเอง สินค้าที่วาง
ขายที่ตลาดแห่งนี้จะเป็นพวกผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารทะเลสด ๆ ขายกันในราคาไม่แพง จึงเป็นตลาดยอดนิยมของชาวบ้านบริเวณนั้นเพราะราคาถูกและคุณภาพดี
ตลาดแห่งนี้เปิดขายทุกวันเวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น. เวลารถไฟวิ่งผ่านตลาดหุบร่ม วันละ ๘ รอบ (โดยประมาณ) ดังนี้ ๐๖.๒๐, ๐๘.๓๐, ๐๙.๐๐, ๑๑.๑๐, ๑๑.๓๐, ๑๔.๓๐, ๑๕.๓๐ และ ๑๗.๔๐ น.
การเดินทาง
รถยนต์ วิ่งเข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม ข้ามทางรถไฟแล้วจอดรถได้ที่บริเวณตรงข้ามวัดบ้านแหลม
รถประจำทาง ขึ้นรถสายกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม ลงที่สถานีขนส่ง
รถไฟ จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ลงที่สถานีรถไฟมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร จากนั้นนั่งเรือข้ามฟาก (ท่าฉลอม) ไปที่สถานีรถไฟบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสาคร มุ่งตรงสู่สถานีรถไฟแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
อำเภออัมพวา
อำเภออัมพวามีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยก่อนเรียกกันว่า “แขวงบางช้าง” เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีความเจริญทั้งในด้านการเกษตรและการพาณิชย์ มีหลักฐานเชื่อได้ว่าในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น แขวงบางช้างมีตลาดค้าขายเรียกว่า “ตลาดบางช้าง” นายตลาดเป็นหญิงชื่อน้อย มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวแก้วผลึก นายตลาดผู้นี้อยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้าง ซึ่งต่อมาเป็นราชินิกุล “ณ บางช้าง”
พ.ศ. ๒๓๐๓ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์โปรดเกล้าฯ ให้นายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีซึ่งเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา ภายหลังหลวงยกกระบัตรได้แต่งงานกับคุณนาค บุตรีเศรษฐีบางช้าง และย้ายบ้านไปอยู่หลังวัดจุฬามณี ต่อมาเมื่อไฟไหม้บ้านจึงได้ย้ายไปอยู่ที่หลังวัดอัมพวันเจติยาราม ปีพ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก หลวงยกกระบัตรจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ในป่าลึก ในระหว่างนี้ ท่านแก้ว (สมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์) พี่สาวของหลวงยกกระบัตร ได้คลอดบุตรหญิงคนหนึ่งตั้งชื่อว่า “บุญรอด”
(ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชินี ในรัชกาลที่ ๒)
ในช่วงสมัยกรุงธนบุรี พระยาวชิรปราการได้รวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไปหมดและสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าตากสิน หลวงยกกระบัตรได้อพยพครอบครัวกลับภูมิลำเนาเดิมในช่วงนี้เองคุณนาคภรรยาก็ได้คลอดบุตรคนที่ ๔ เป็นชายชื่อ ฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) หลังจากนั้นหลวงยกกระบัตรก็ได้กลับเข้ารับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา และได้ดำรงตำแหน่งจนเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต้นราชวงศ์จักรีเริ่มเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คุณนาคภรรยาจึงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ คุณสั้นมารดาคุณนาค ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระรูปศิริโสภาคมหานาคนารี
แต่เนื่องจากสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงเป็นคนพื้นบ้านบางช้างมาก่อน จึงมีพระประยูรญาติต่างๆที่สนิทประกอบอาชีพทำสวนอยู่ที่บางช้าง เมื่อได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระอมรินทรามาตย์จึงนับเป็นราชินิกุล “บางช้าง” พระประยูรญาติจึงเกี่ยวดองเป็นวงศ์บางช้างด้วย และสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ มักทรงเสด็จเยี่ยมพระประยูรญาติเสมอ จึงมีคำกล่าวเรียกว่า “สวนนอก” หมายถึง สวนบ้านนอก ที่เป็นของวงศ์ราชินิกุลบางช้าง ส่วนบางกอก
ซึ่งเป็นส่วนของเจ้านายในราชวงศ์ก็เรียกว่า “สวนใน” มีคำกล่าวว่า “บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” จนถึงใน สมัยรัชกาลที่ ๔ จึงยกเลิกไป อำเภออัมพวาจึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน
วัดเขายี่สาร ตั้งอยู่ที่บ้านเขายี่สาร ตำบลเขายี่สาร เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สิ่งที่น่าสนใจได้แก่ พระวิหารบนยอดเขามีลักษณะเป็นรูปเรือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอยซึ่งเป็นองค์ประธานของวัด พระมณฑปและบานประตูสลักไม้ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายนับเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นสูง พระอุโบสถบูรณะใหม่ประดิษฐ์ลวดลายปูนปั้นด้วยฝีมือช่างเมืองเพชร ภายในมีภาพจิตรกรรมฝีมือเดิม บานหน้าต่างเป็นรูปบุคคลในพงศาวดารจีน ถ้ำพระนอนประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งมีนิ้วพระบาทเก้านิ้ว นอกจากนี้ด้านล่างยังมีศาลประดิษฐานหลวงพ่อปู่ศรีราชามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั่วไป มีงานนมัสการหลวงพ่อปู่กลางเดือนอ้ายของทุกปี
พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร ตั้งอยู่ในบริเวณวัดเขายี่สาร โดยใช้อาคารศาลาการเปรียญของวัดเป็นพิพิธภัณฑ์ เริ่มก่อตั้งเมื่อพ.ศ.๒๕๓๙ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวชุมชนยี่สารที่มีความสำนึกในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่น ชุมชนยี่สารเป็นชุมชนโบราณร่วมสมัยกับการเกิดกรุงศรีอยุธยา มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่น่าศึกษา หาค้นคว้าได้จากพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร อาคารชั้นล่างจัดแสดงภูมิปัญญาบ้านเขายี่สาร
ชีวิตวัฒนธรรมของผู้คน เครื่องมือผลิตยาสมุนไพร เครื่องใช้ไม้สอยของชาวบ้านในชุมชน ชั้นบนจัดแสดงภาชนะ เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวชุมชนเขายี่สาร เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๐๙.๐๐–๑๕.๐๐ น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ที่ตรงกับวันธรรมสวนะในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ส่วนวันจันทร์-ศุกร์เปิดให้เข้าชมเมื่อมีการติดต่อขอเข้าชมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑ สัปดาห์ ถ้าเข้าชมเป็นกลุ่ม (ไม่เกิน ๒๐ คน) ค่ามัคคุเทศก์บริการนำชม ๒๐๐ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณสิริอาภา รัชตะหิรัญ โทร. ๐ ๒๔๓๓ ๑๕๔๗, ๐๘ ๑๘๕๙ ๓๑๙๕ องค์การบริหารส่วนตำบลเขายี่สาร โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๓๑๐๘ โทรสาร ๐ ๒๔๓๓ ๑๕๔๗
การเดินทาง ไปตามถนนพระราม ๒ ประมาณกิโลเมตรที่ ๗๒ จะเห็นปั๊มน้ำมันปตท.ซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางเข้าวัดเขายี่สาร ตรงเข้าไปประมาณ ๗ กิโลเมตร
ตลาดน้ำท่าคา ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าคา เป็นตลาดนัดทางน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของวิถีชีวิตชาวบ้านซึ่งมีอาชีพทำสวนปลูกพืชชนิดต่างๆ ชาวบ้านจะพายเรือนำผลผลิต พืชผักและผลไม้จากสวน เช่น พริก หอม กระเทียม น้ำตาลมะพร้าว ฝรั่ง มะพร้าว ชมพู่ ส้มโอมาขาย แลกเปลี่ยนกัน เฉพาะในวันขึ้นหรือแรม ๒ ค่ำ ๗ ค่ำ ๑๒ ค่ำ (ทุกๆ ๕ วัน) และวันเสาร์ อาทิตย์ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๘.๐๐–๑๑.๐๐ น. นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อเช่าเรือพายเที่ยวชมหมู่บ้านและเรือกสวนผลไม้ในบริเวณนั้นได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเวลานัดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๖๒๐๘, ลุงจรูญ โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๖๑๒๓
การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (สมุทรสงคราม-บางแพ) กิโลเมตรที่ ๓๒ (เลยทางแยกเข้าวัดเกาะแก้วไปเล็กน้อย) มีทางแยกขวาไปอีก ๕ กิโลเมตร หรือเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางขึ้นรถได้ที่ตลาดตัวเมือง หน้าธนาคารทหารไทย สายท่าคา-วัดเทพประสิทธิ์ ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐–๑๘.๐๐น. รถออกทุก ๒๐ นาที
วัดจุฬามณี ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (สมุทรสงคราม-บางแพ) กิโลเมตร ๓๔–๓๕ ตำบลบางช้าง เป็นวัดโบราณริมฝั่งคลองอัมพวาต่อเนื่องกับคลองผีหลอก วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สันนิษฐานว่า ท้าวแก้วผลึก(น้อย) นายตลาดบางช้าง ต้นวงศ์ราชินิกุลบางช้างเป็นผู้สร้างขึ้น บริเวณหลังวัดเดิมเป็นนิวาสสถานของคุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ ) และคุณบุญรอด (สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒)
วัดบางกะพ้อม ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ ๓๗–๓๘ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (สมุทรสงคราม-บางแพ) เป็นวัดเก่าแก่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สิ่งที่น่าสนใจอยู่ภายในวิหารเก่าของวัด ผนังวิหารด้านบนเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังลักษณะแตกต่างจากทั่วไป คือ เป็นปูนปั้นลวดลายนูนแสดงเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ผนังวิหารด้านล่างโดยรอบมีช่องเจาะเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป นอกจากนี้กลางวิหารยังประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองขนาดใหญ่ซ้อนกันสี่รอยลดหลั่นกันไป สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงธนบุรี เดิมมีแผ่นเงินหุ้มแต่ถูกขโมยไปเมื่อครั้งสงคราม พระพุทธบาทรอยที่ซ้อนลึกที่สุดนั้นเป็นไม้ประดับมุกยังคงหลงเหลือลวดลายงดงาม บริเวณทางเข้าวัดจะเห็นร้านกาแฟเล็กๆซึ่งเป็นหลังคาจากจำหน่ายชา กาแฟรสชาติหอม อร่อยแบบดั้งเดิม
ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา เป็นตลาดริมคลอง ตั้งอยู่ใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม (จอดรถที่วัดอัมพวันเจติยารามได้) ทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ในช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ช่วงเวลา ๑๒.๐๐-๒๐.๐๐ น. ในคลองอัมพวาจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารและเครื่องดื่ม เช่น หอยทอด ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ขนมหวานต่างๆ และมีรถเข็นขายของบนบกด้วย บรรยากาศสบายๆ มีเพลงฟัง จากเสียงตามสายของชาวชุมชน ประชาชนสามารถเดินเที่ยวชมตลาดหาซื้ออาหารรับประทานและเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิงห้อยในยามค่ำคืนได้
ในปี ๒๕๕๑ ชุมชนริมคลองอัมพวา ได้รับรางวัลชมเชย (Honourable Mention) จากการประกวดรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก แห่งองค์การยูเนสโก
ประจำปี ๒๕๕๑ (UNESCO Asia-Pacific Heritage Awards for Culture Heritage Conservation) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการอนุรักษ์อาคารเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าและมีความงดงามด้านสถาปัตยกรรมและ
สะท้อนถึงลักษณะสำคัญทาง
ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
การเดินทาง
รถยนต์ ใช้ถนนพระราม ๒(สายธนบุรี-ปากท่อ) (ทางหลวงหมายเลข ๓๕) ถึง กม.ที่ ๖๓ เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม ผ่านตัวเมือง จากนั้นเข้าทางหลวง ๓๒๕
สมุทรสงคราม-บางแพ กม.ที่ ๓๖-๓๗ มาทางแยกซ้ายเข้าไปทางที่จะไปอุทยานฯ ร.๒ ตลาดน้ำจะอยู่ใกล้กับอุทยานฯ ร.๒
รถโดยสารประจำทาง นั่งรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-ดำเนินสะดวก มาลงที่ตลาดอัมพวา
โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลอัมพวา ใกล้ตลาดน้ำอัมพวา เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินที่คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ ชาว อัมพวา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายมาดำเนินการพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอัมพวา เพื่อสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านและอนุรักษ์วิถีการดำเนินชีวิตของชาวอัมพวา และด้วยที่ "ชุมชนอัมพวา" เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นชาติไทย ซึ่งอนุชนรุ่นหลังสามารถหวนรำลึกและมองย้อนเห็นภาพอดีตอันรุ่งเรืองถึงความเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรม และประเพณีที่งดงามที่สะท้อนความเป็นไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
โครงการ "อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์" แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนต่าง ๆ ประกอบด้วย ภูมิสังคมและพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง สวนสาธิตการเกษตรเพื่อการเรียนรู้ อาทิ สวนมะพร้าวและพืชต่าง ๆ
ร้านค้าชุมชน ลานวัฒนธรรม นาคะ-วะรังค์ ลานสำหรับจัดกิจกรรมและจำหน่ายของที่ระลึกจากชาวอัมพวา ร้านกาแฟอายุกว่า ๒๐๐ ปี พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอัมพวา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงสิ่งของเครื่องใช้สมัยโบราณที่ค้นพบในอำเภออัมพวา ร้านชานชาลา จำหน่ายเครื่องดื่มและของว่าง บ้านครูเอื้อ แสดงนิทรรศการประวัติและผลงาน รวมทั้งข้าวของเครือง
ใช้ของครูเอื้อ สุนทรสนาน หรือสุนทราภรณ์
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักประชาสัมพันธ์มูลนิธิชัยพัฒนา โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๔๔๒๕ ต่อ ๑๑๖, ๑๑๗, ๐ ๒๒๕๒ ๙๘๘๑ หรือ www.chaipat.or.th
บ้านครูเอื้อ อัมพวา ตั้งอยู่เลขที่ ๑๙๓-๑๙๕ ริมคลองอัมพวา ตำบลอัมพวา ใกล้ตลาดน้ำอัมพวา ก่อตั้งโดยมูลนิธิสุนทราภรณ์ โดยการนำอาคารไม้โบราณ ริมคลองอัมพวา อันเป็นถิ่นกำเนิดของครูเอื้อ สุนทรสนาน เมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีที่แล้ว เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการประวัติผลงานของครูเอื้อ ศูนย์รวมข้อมูลสำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจค้นคว้าเรื่องราวของเพลงสุนทราภรณ์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เปิดให้แฟนเพลงเข้าไปนั่งฟังเพลง ค้นคว้า อ่านหนังสือ นอกจากนี้ยังแสดงของใช้ส่วนตัวของครูเอื้อ และภาพเก่า ๆ ที่หาชมได้ยาก รวมทั้งจำหน่ายของที่ระลึกและผลงานเพลงของครูเอื้อ สุนทรสนาน สถานที่แห่งนี้ยังนับเป็นส่วนหนึ่งใน "โครงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวอัมพวา" ของมูลนิธิชัยพัฒนา ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯอีกด้วย บ้านครูเอื้อ...อัมพวา
เปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เวลา ๑๑.๐๐-๒๐.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักประชาสัมพันธ์มูลนิธิชัยพัฒนา
โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๔๔๒๕ ต่อ ๑๑๖, ๑๑๗, ๐ ๒๒๕๒ ๙๘๘๑ และมูลนิธิสุนทราภรณ์ โทร. ๐ ๒๒๔๑ ๐๙๗๔ โทรสาร ๐ ๒๒๔๑ ๓๕๓๕, www.websuntaraporn.com, e-mail: soontaraporn@gmail.com
พิพิธภัณฑ์ขนมไทย ตั้งอยู่ชั้นล่างอาคารอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลอัมพวา เป็นพิพิธภัณฑ์ขนมไทยที่มีชีวิตแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งขึ้นและดำเนินงานตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา โดยจัดแสดงจำลองขนมไทยชนิดต่างๆ ความรู้เกี่ยวกับขนมไทย วิธีการทำขนมไทยและผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับขนมไทยในท้องถิ่น ซึ่งสามารถสะท้อนเรื่องราวในอดีตที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน
เปิดให้เข้าชมฟรีในวันศุกร์ เวลา ๑๓.๐๐-๑๙.๐๐ น. วันเสาร์-วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๑๐.๐๐-๑๙.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดโทร. ๐ ๓๔๗๕ ๑๓๕๑
วัดอัมพวันเจติยาราม อยู่ติดกับอุทยาน ร.๒ เป็นวัดของตระกูลราชินิกุลบางช้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ หลังวัดแห่งนี้เคยเป็นนิวาสสถานเก่าของหลวงยกกระบัตร (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และ คุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ ) และเป็นสถานที่พระราชสมภพของรัชกาลที่ ๒ เชื่อกันว่าบริเวณพระปรางค์ของวัดอัมพวันเจติยาราม เดิมเป็นเรือนที่คุณนาคใช้เป็นที่คลอดคุณฉิมบุตรชาย ซึ่งต่อมาได้เป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
วัดอัมพวันเจติยารามได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบันวัดอัมพวันเจติยารามเป็นพระอารามหลวงชั้นโท พระอุโบสถตลอดจนถาวรวัตถุในวัดนี้ ส่วนใหญ่เป็นศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งนับเป็นพระอุโบสถที่มีความงดงาม นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประดิษฐาน
การเดินทาง
รถยนต์ ใช้ถนนพระราม ๒(สายธนบุรี-ปากท่อ)(ทางหลวงหมายเลข ๓๕) ถึงกิโลเมตรที่ ๖๓ เข้าตัวเมืองสมุทรสงครามและออกไปประมาณ ๖ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (สมุทรสงคราม-บางแพ) กิโลเมตรที่ ๓๖-๓๗ มีทางแยกซ้าย เข้าไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร
รถโดยสายประจำทาง ขึ้นรถได้ที่ตลาดเทศบาลอำเภอเมือง สายแม่กลอง-บางนกแขวก–ราชบุรี ลงหน้าวัดอัมพวันเจติยาราม
อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒)
เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามไว้เป็นมรดกแก่ชาติ จนได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) บริเวณที่ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์นี้ พระราชสมุทรเมธี เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยารามเป็นผู้น้อมเกล้าฯถวาย มีพื้นที่ประมาณ ๑๑ ไร่ พื้นที่บริเวณนี้มีความสำคัญเพราะเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)
ภายในอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ มีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย ๔ หลัง แบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น หอกลาง ภายในประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๒ และจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เช่น เครื่องเบญจรงค์ เครื่องถ้วย หัวโขน ห้องชาย จัดแสดงให้เห็นลักษณะความเป็นอยู่ของชายไทยที่มีความกล้าหาญ มีพระพุทธรูปสำหรับบูชา รวมทั้งแท่นพระบรรทมซึ่งเชื่อว่าเป็นของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ห้องหญิง แสดงให้เห็นลักษณะความเป็นอยู่ของหญิงไทยโบราณ โต๊ะเครื่องแป้ง คันฉ่อง ชานเรือน จัดแสดงตามแบบบ้านไทยโบราณ ตกแต่งด้วยกระถางไม้ดัด ไม้ประดับ ห้องครัวและห้องน้ำ จัดแสดงลักษณะครัวไทยมีเครื่องหุงต้ม ถ้วยชามและห้องน้ำของชนชั้นกลาง
นอกจากนี้ยังมีโรงละครกลางแจ้งและสวนพฤกษชาติเป็นสวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดีนานาชนิดและมีร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง จำหน่ายพันธุ์ไม้ อุทยาน ร.๒ เป็นสถานที่ๆมีความร่มรื่น เหมาะสำหรับเข้าไปเยี่ยมชมบรรยากาศแบบไทยที่ยังคงอนุรักษ์เอาไว้ อุทยานฯเปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยในวันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา ๐๘.๓๐–๑๗.๐๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา ๐๘.๓๐–๑๗.๓๐ น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ ๒๐ บาท เด็ก ๕ บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๑๖๖๖ , ๐ ๓๔๗๕ ๑๓๗๖ โทรสาร ๐ ๓๔๗๕ ๑๓๗๖
การเดินทาง
รถยนต์ ใช้ถนนพระราม ๒(สายธนบุรี-ปากท่อ)(ทางหลวงหมายเลข ๓๕) ถึงกิโลเมตรที่ ๖๓ เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม ผ่านตัวเมือง จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๒๕
(สมุทรสงคราม-บางแพ)
กิโลเมตรที่ ๓๖-๓๗ มีทางแยกซ้ายไปอุทยานฯ เข้าไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร
รถโดยสายประจำทาง ขึ้นรถได้ที่ตลาดเทศบาลอำเภอเมือง สายแม่กลอง-บางนกแขวก–ราชบุรี ลงหน้าอุทยาน ร.๒
ศิลปะการทำซออู้ บ้านพญาซอ ซอเป็นเครื่องดนตรีไทยพื้นบ้านภาคกลาง บ้านพญาซอเป็นบ้านช่างซออู้ ที่นำศิลปะการเล่นดนตรีไทยมาผนวกกับการแกะสลักซอเป็นลวดลายที่งดงาม โดยการนำผลมะพร้าวที่ใช้ทำซอซึ่งมีลักษณะพิเศษมาแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายตัวละคร ลายพุดตาน ลายนามย่อ ลายนามปีนักษัตรเช่น ชวด ฉลู ปัจจุบันหาชมศิลปะการแกะสลักเช่นนี้ได้ยาก นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถชมศิลปะการแกะสลักซอและเรียนรู้การใช้ซอได้ที่ บ้านคุณสมพร เกตุแก้ว เลขที่ ๔๓ หมู่ ๕ ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๙๔๙
การเดินทาง บ้านพญาซอ จากตัวเมืองสมุทรสงคราม ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (สมุทรสงคราม-บางแพ) กิโลเมตรที่ ๓๖-๓๗ มีทางแยกซ้ายไปอุทยาน ร.๒ บ้านพญาซออยู่เลยอุทยาน ร.๒ ไปประมาณ ๓ กิโลเมตร
วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ตรงปากคลองประชาชมชื่นฝั่งตะวันตก ตำบลสวนหลวง สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดมีมากมาย ได้แก่ กุฎีทอง ทำด้วยไม้สัก ประวัติเล่าว่า เศรษฐีบิดาของคุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ ) ให้สมภารวัดบางลี่ตรวจดูดวงชะตาคุณนาค สมภารทำนายว่าจะได้เป็นพระราชินี เศรษฐีบิดาคุณนาคจึงให้ คำมั่นว่า ถ้าเป็นจริงจะสร้างกุฎีทองถวายให้วัด วัดบางลี่จึงได้ชื่อว่า วัดบางลี่กุฎีทอง ต่อมาวัดบางลี่ถูกน้ำเซาะที่ดินพังลง จึงรื้อกุฎีทองมาสร้างไว้ที่วัดภุมรินทร์ วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดภุมรินทร์กุฎีทอง นอกจากนี้ ยังมี พิพิธภัณฑ์วัดภุมรินทร์และอุทยานการศึกษา เป็นสถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุล้ำค่าสมควรแก่การศึกษาและอนุรักษ์ไว้ เช่น พระพุทธรูป หนังสือไทย โถลายคราม และ เครื่องทองเหลือง พระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า ๓๐๐ ปี เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัยชื่อ พระพุทธรัตนมงคลหรือหลวงพ่อโต และ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประดิษฐาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๑๔๙๒, ๐ ๓๔๗๕ ๑๐๘๕
บ้านดนตรี ตั้งอยู่ในบริเวณวัดภุมรินทร์กุฎีทอง โดยใช้อาคารโรงเรียนเป็นที่ทำการสอนดนตรีไทย ด้วยสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดสมุทรสงครามเล็งเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์สืบทอดให้ลูกหลานชาวสมุทรสงครามได้ภาคภูมิใจ จึงได้รวบรวมนักดนตรีไทยรุ่นเก่าๆที่สมัครใจ ให้อบรมสั่งสอนเด็กรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดความเป็นเมืองแห่งดนตรีไทยไว้สืบชั่วลูกหลาน เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒
เป็นต้นมา สอนวันจันทร์ พุธ ศุกร์และวันเสาร์-อาทิตย์ โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๑๕๐๐
วัดบางแคใหญ่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง บริเวณปากคลองบางแค ตำบลแควอ้อม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๗ ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระอุโบสถหลังใหญ่อายุกว่า
๑๕๐ ปี ด้านหน้ามีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสองศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา พระประธานในอุโบสถปางมารวิชัยปั้นด้วยศิลาแลง มีธรรมเจดีย์ ๗ องค์สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕
มีกำแพงแก้วล้อมรอบ และบนฝาประจัน
(ฝากั้นห้อง) กุฏิสงฆ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาว เขียนในปลายสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นเรื่องราวการทำสงครามไทย-พม่า ซึ่งน่าจะเป็นครั้งที่ ร.๒ โปรดให้ไปขัดตาทัพที่ราชบุรีเมื่อปี
พ.ศ. ๒๓๖๔ ซึ่งไม่ได้เปิดให้ชมทั่วไปต้องขออนุญาต
การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (ถนนสมุทรสงคราม-บางแพ) เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์ เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๖๒ ประมาณ ๒ กิโลเมตร ผ่านวัดภุมรินทร์กุฎีทอง จะเห็นวัดบางแคใหญ่
บ้านแมวไทยโบราณ เป็นสถานที่อนุรักษ์พันธุ์แมวไทยโบราณ ตั้งอยู่เลขที่ ๒/๑ หมู่ ๗ ตำบลแควอ้อม บ้านแมวไทยโบราณเกิดจากการรวมตัวของเพื่อนที่นิยมเลี้ยงแมวไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์แมวไทยให้อยู่คู่กับประเทศไทยเป็นสมบัติของชาติตลอดไปและเพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องคุณสมบัติและลักษณะที่ถูกต้องของแมว สนับสนุนด้านการค้นคว้าวิจัย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ระหว่างสมาชิก แลกเปลี่ยนเรื่องและประสบการณ์การวิจัย การผสมพันธุ์กับองค์กรการเลี้ยงแมวที่เกี่ยวข้อง คุณปรีชา พุคคะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นผู้ดูแลบ้านแมวไทยโบราณเล่าให้ฟังว่า “ เดิมคุณแม่เป็นผู้เลี้ยงแมวไทยสายพันธุ์วิเชียรมาศ สมัยนั้นผมยังเด็กไม่ค่อยได้สนใจ พอโตขึ้น ถูกใช้ให้คลุกข้าวเลี้ยงแมว ช่วงนั้นมีแมวอยู่ในบ้านไม่มากนัก เลี้ยงมาเรื่อยๆ แมววิเชียรมาศ ไม่เคยขาดบ้าน มีความผูกพันกับแมวมาตลอด ต่อมามีเพื่อนฝูงที่นิยมเลี้ยงแมวมากขึ้น ไปมาหาสู่พูดคุยกันว่าน่าจะอนุรักษ์ไว้ เพราะแมวไทยเป็นแมวที่ฉลาด ช่างประจบ รักบ้าน รักเจ้าของและสวยสง่า มองดูสะดุดตา” แมวไทยมีหลายพันธุ์ทั้งพันธุ์สีสวาท
ศุภลักษณ์ โกญจา ภายในบ้านแมวไทยมีเรือนเพาะเลี้ยงแมวไทย แบ่งเป็นกรงเลี้ยงแมวไทยประเภทต่างๆ บ้านแมวไทยโบราณ เป็นสถานที่น่าสนใจเหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เรื่องแมวไทยพันธุ์แท้ๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.๐ ๓๔๗๓ ๓๒๘๔, ๐๘ ๔๐๐๓ ๔๑๙๔
การเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (ถนนสมุทรสงคราม-บางแพ) เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์ เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๖๒ ข้ามคลองประชาชมชื่น ผ่านวัดภุมรินทร์กุฎีทอง วัดบางแคใหญ่ จะเห็นป้ายบ้านแมวไทย
วัดบางแคน้อย ตั้งอยู่ที่ตำบลแควอ้อม ริมแม่น้ำแม่กลอง คุณหญิงจุ้ย(น้อย) วงศาโรจน์ เป็นผู้สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๑๑ เดิมอุโบสถของวัดสร้างบนแพไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ปัจจุบันวัดนี้ได้รับการบูรณะอย่างดี สิ่งที่น่าชมภายในวัด ได้แก่ ผนังภายในพระอุโบสถทำจากไม้สักแกะสลักเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ การประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และเรื่องพระเจ้าสิบชาติ ลวดลายสวยงามชัดเจนโดยฝีมือช่างแกะสลักจังหวัดเพชรบุรีซึ่งมีชื่อเสียงด้านการแกะสลักไม้ นับเป็นอุโบสถที่มีความงดงามในศิลปะการแกะสลักไม้
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๒๒๒
วัดอินทาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลเหมืองใหม่ เป็นวัดโบราณสร้างเมื่อพ.ศ.๒๓๐๐ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่มาปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อโตอายุกว่า ๓๐๐ ปี พระอุโบสถสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง บานหน้าต่างและบานประตูเป็นไม้สักแกะสลักสุภาษิตสอนใจ ท่าน้ำของวัดเป็นอุทยานปลาตะเพียน นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารปลาได้ ส่วนหนึ่งของวัดจัดเป็นศูนย์ฟื้นฟูสภาพจิตใจที่ใช้สมุนไพรควบคู่กับการปฏิบัติธรรมรักษาผู้ติดยาเสพติด มีโครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์เรือโบราณในอนาคต
โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๘๘๘, ๐ ๓๔๗๓ ๕๕๑๕
การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ (ถนนสมุทรสงคราม-บางแพ) เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์ ลงสะพานแล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๖๒ เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๐๐๒ ผ่านโรงพยาบาลอัมพวา แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๐๐๗ หรือใช้รถประจำทางสาย ๘๑๓๑ สมุทรสงคราม-ท่าเรือวัดแก้วเจริญ
วัดประดู่ ตั้งอยู่ที่ตำบลวัดประดู่ ตามหลักฐานบันทึกที่ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสต้นทางชลมารคมายังวัดประดู่ พระองค์ทรงมี พระราชศรัทธาต่อหลวงปู่แจ้ง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น พระองค์ได้ทรงอาราธนาหลวงปู่แจ้งเข้าไปในพระราชวังและได้ถวายเครื่องราชศรัทธากับหลวงปู่แจ้ง เช่น เรือพร้อมเก๋งพระที่นั่ง ๔ แจว,พระแท่นบรรทม,ตาลปัตรพัดรองนามาภิไธย
ย่อ “จ.ป.ร.” และตาลปัตรพัดรองนารายณ์ทรงครุฑพร้อมปลอกหนังสำหรับคลุมตู้เล็กและตู้ทึบ, ปิ่นโต , สลกบาตรพร้อมฝาบาตรไม้ฝังมุกอักษรย่อ “ส.พ.ป.ม.จ”ซึ่งย่อมาจากคำว่า สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ และในปัจจุบันพระมหาสุรศักดิ์ อติสกโข เป็นเจ้าอาวาส ได้พัฒนาวัดและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดประดู่ อีกทั้งท่านยังเป็นผู้ที่คิดค้นประติมากรรมชิ้นแรกที่ใช้ดินสอพองของไทยมาปั้นเป็นหุ่นรูปเหมือนดังเช่น รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส รูปเหมือนแฝดสยามอินจัน รูปนิมิตผีบ้านผีเรือน แม่นาค แม่ย่านาง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ รูปปั้นครูเอื้อ สุนทรสนาน (สุนทราภรณ์) และรูปปั้นคุณปู่ใหญ่ ยังมีสุข (กรรมการวัดที่มีดำริสร้างพระอุโบสถและกุฏิหลังใหม่)
สถานที่และสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดประดู่
๑. อุโบสถหลวงพ่อใหญ่ ๒. พิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธารัชกาลที่ ๕ ๓.พระตำหนักสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ๔.ภาพจิตรกรรมเพดานเขียนด้วยสีฝุ่นสมัยรัชกาลที่ ๒ ๕. เก๋งเรือพระราชทานรัชกาลที่ ๕ ๖.ศูนย์สาธิตศิลปะการทำหัวโขนและเศียรครู ๗.ต้นสะเดาประวัติศาสตร์ ๘. บ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ๙.หุ่นปั้นรูปเหมือนด้วยดินสอพอง ฯลฯ สอบถามรายละเอียดที่วัดประดู่ โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๕๒๓๗
อำเภอบางคนที
วัดแก่นจันทร์เจริญ ตั้งอยู่ที่ตำบลบางพรม เป็นวัดเก่าแก่สร้างในปี พ.ศ.๒๓๕๐ เคยเป็นวัดร้างมาก่อน ต่อมาพระครูสุนธร สุตกิจ(หลวงพ่อโห้) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพลับ ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้าน ได้บูรณะปรับปรุงซ่อมแซมวัดแก่นจันทร์เจริญแห่งนี้ วัดนี้เป็นที่จัดงานประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทรายเพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นติดต่อกันมายาวนานกว่า ๑๐๐ ปี ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี ชาวบ้านก็จะรวมตัวกันที่ศาลาวัดแก่นจันทร์เจริญ เพื่อช่วยกันทำขนมครกโดยการซื้อเกลือ ซื้อถ่าน ซื้อข้าวสารมาหมักค้างคืนไว้ บ้างก็เก็บมะพร้าวจากสวน นำมาคั้นกระทิซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของขนมครก เพื่อนำมาใส่บาตรให้กับพระภิกษุสงฆ์ที่วัด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแข่งขันขูดมะพร้าว การแข่งขันโม่แป้ง การแข่งขันกินวิบาก การประกวดขนมครกไทยประยุกต์ โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๐๗๖๐, ๐ ๓๔๗๖ ๑๕๑๐
การเดินทาง ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม แล้วใช้เส้นทางเดียวกับทางไปอุทยาน ร.๒ (อัมพวา-บางนกแขวก) เลยอุทยาน ร.๒ ไปประมาณ ๓ กม.จะมีทางแยกขวาเข้าวัดแก่นจันทร์เจริญ
ตลาดน้ำบางน้อย ตั้งอยู่ที่ปากคลองบางน้อย (วัดเกาะแก้ว) ตำบลกระดังงา อยู่ห่างจากอุทยาน ร.๒ อำเภออัม
พวาประมาณ ๕ กิโลเมตร ชุมชนปากคลองบางน้อยหรือบางน้อยนอกเคยเป็นย่านการค้าทางน้ำที่สำคัญมากจุดหนึ่งในลุ่มน้ำแม่กลอง เมื่อประมาณ ๔๐ ปีก่อน มาถึงวันนี้ ตลาดน้ำบางน้อยได้เปิดขายของในวันแรมและขึ้น ๔, ๘ และ ๑๓ ค่ำ และในวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. เป็นต้นไป สินค้าที่จำหน่ายมีทั้งผลผลิตทางการเกษตรจาก
ชาวสวน ผลไม้ต่างเช่น
ลิ้นจี่ มะม่วง ส้มโอ มะเฟือง ชมพู่ รวมทั้งอาหารคาวหวานอันขึ้นชื่อของสมุทรสงคราม อย่างกะปิคลองโคลนและมะนาวดองที่ชาวตลาดจะซื้อมะนาวจากชาวสวนมาดองเอง หรือจะเป็นโรตีแต้จิ๋ว เจ๊เรณูเจ้าเดียวที่ยังเหลืออยู่ในตลาดน้ำบางน้อย สามารถเดินเลียบคลองชมบรรยากาศบ้านไม้เก่าแก่และร้านค้าต่างๆที่เรียงรายริมคลองบางน้อยได
้อย่างเพลิดเพลิน
พิพิธภัณฑ์ตั้งเซียมฮะ (บ้านไหพันใบ) ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒๐ หมู่ ๘ ตำบลกระดังงา เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่เกิดจาการเก็บรวบรวมสิ่งของด้วยใจรักของเจ้าของและเปิดให้เข้าชมด้วยไมตรจิต โดยไม่เก็บค่าเข้าชม (มีกล่องรับบริจาคหากต้องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายพิพิธภัณฑ์) ชมเครื่องปั้นดินเผารูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคสุโขทัย กรุงรัตนโกสินทร์ ที่งมได้จากแม่น้ำแม่กลอง ชมคันฉ่องไม้สัก
ถาดนิเกิล เรือบดไม้สัก เตาเชิงกราน และของโบราณหายากหลายชนิด การเข้าชมควรติดต่อล่วงหน้า ๒ วัน ที่คุณธวัชชัย - คุณประพีร์ภัทร พิเสฏฐศลาศัย โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๐๙๘
การเดินทาง ใช้เส้นทางผ่านอัมพวา อุทยาน ร.๒ ไปทางบางคนที พิพิธภัณฑ์อยู่ด้านซ้ายมือ ก่อนถึงสามแยกใกล้โบสคริสต์บางนกแขวก
อาสนวิหารแม่พระบังเกิด ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลบางนกแขวก โบสถ์นี้เป็นสถานที่สักการะอันศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ สร้างขึ้นตั้งแต
่ปีพ.ศ. ๒๔๓๓ (ค.ศ.๑๘๙๐) โดยบาทหลวงเปาโลซัลมอน มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ได้รับทุนสนับสนุนจากญาติพี่น้องของท่านในประเทศฝรั่งเศส คณะมิซซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส กรุงโรมและผู้ใจบุญในกรุงเทพฯใช้เวลาสร้างถึง ๖ ปีจึงเสร็จสมบูรณ์ ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๓๙ (ค.ศ.๑๘๙๖) เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของประเทศฝรั่งเศส ฉาบด้วยปูนตำ ภายในประดับด้วยภาพกระจกสีสวยงดงาม มีรูปปั้น ธรรมาสน์เทศน์ อ่างล้างบาป ขาเทียนลักษณะต่างๆ และรูปแกะสลักบรรยายเกร็ดประวัติในพระคัมภีร์คริสตศาสนา นับเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงามไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำ การเข้าชมควรติดต่อขออนุญาตจากบาทหลวงผู้รับผิดชอบก่อนล่วงหน้า เพื่อติดต่อวิทยากรบรรยาย โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๓๔๗
การเดินทาง ไปตามเส้นทางสายสมุทรสงคราม-บางนกแขวก (เส้นทางเดียวกับอุทยาน ร.๒) เข้าไปประมาณ ๕ กิโลเมตร อาสนวิหารแม่พระบังเกิดอยู่เลยแยกสะพานสมเด็จพระอัมรินทร์ไปประมาณ
๑๐๐ เมตร
วัดเจริญสุขารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลบางนกแขวก ห่างจากตัวอำเภอประมาณ ๕ กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ พระอุโบสถที่มีศิลปะการก่อสร้างเฉพาะตัว เพดานโบสถ์เป็นรูปโค้งคล้ายประทุนเรือ ภายในประดิษฐานหลวงพ่อโตลักษณะเป็นพระปฏิมากรสมัยสุโขทัยสร้างด้วยศิลาแลง ขนาดหน้าพระเพลากว้าง ๑๗๘ เซนติเมตร สูงจากพื้นรองประทับถึงจุฬา ๒๐๘ เซนติเมตร บริเวณท่าน้ำหน้าวัดมีฝูงปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะปลาตะเพียนเงินและปลาตะเพียนทอง ประชาชนนิยมมาให้อาหารปลาและรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือรสชาติอร่อยบริเวณท่าน้ำ
การเดินทาง ไปตามเส้นทางสายสมุทรสงคราม-บางนกแขวก (เส้นทางเดียวกับอุทยาน ร.๒) ประมาณ ๕ กิโลเมตร ผ่านอาสนวิหารแม่พระบังเกิด ข้ามสะพานบางนกแขวก จะเห็นป้ายวัดอยู่ด้านขวามือ เลี้ยวขวาเข้าประมาณ ๕๐๐ เมตร
ค่ายบางกุ้ง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลบางกุ้ง เมื่อมาถึงบริเวณค่ายจะมองเห็นแนวกำแพงจำลองสร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์จากการสู้รบ ค่ายแห่งนี้เป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อพ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง เรียกว่า ค่ายบางกุ้ง เนื่องจากเมืองแม่กลองเป็นเส้นทางที่กองทัพพม่าใช้ในการเดินทัพ โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่ายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร พระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดให้คนจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรีและกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย ค่ายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนี่งว่า ค่ายจีนบางกุ้ง พระองค์ทรงให้ชื่อทหารเหล่านี้ว่า “ทหารภักดีอาสา” ในปีพ.ศ.๒๓๑๑ พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรี มาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง พระเจ้าตากสินมหาราชและพระมหามนตรี(บุญมา) ร่วมรบขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย นับเป็นค่ายทหารไทยที่สร้างความเกรงขามให้กองทัพพม่า สร้างขวัญกำลังใจให้คนไทยกลับคืนมา และเป็นสงครามครั้งแรกที่ไทยทำกับพม่าหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ค่ายบางกุ้งแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ ๒๐๐ ปี จนมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระเจ้าตากสินมหาราชและได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์
โดยทำพิธียกศาลเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๑ ภายในบริเวณค่ายยังมีโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชาวบ้านเรียกว่า “โบสถ์หลวงพ่อดำ”
มีลักษณะพิเศษคือ โบสถ์ทั้งหลังปกคลุมด้วยต้นไม้ถึงสี่ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร
ต้นกร่าง ชาวบ้านเรียกว่าโบสถ์ปรกโพธิ์และไม่ไกลนักเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
วัดบางกุ้ง อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกับค่ายบางกุ้งแต่อยู่คนละฝั่งกัน มีถนนตัดผ่านกลาง ภายในวัด มีโบสถ์เก่าประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปั้นขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อยและมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมและภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ในซุ้มขนาบข้างด้วยอัครสาวกนั่งพนมมือ สอบถามรายละเอียดวัดบางกุ้ง
โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๖๓๑, ๐๘ ๙๒๐๑ ๙๖๘๔
การเดินทาง ใช้เส้นทางสายสมุทรสงคราม-บางนกแขวก (เส้นทางเดียวกับอุทยาน ร.๒) ก่อนถึงอาสนวิหารแม่พระบังเกิด เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานสมเด็จพระอัมรินทร์
แล้วเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง ตรงไปประมาณ ๖ กิโลเมตร
กิจกรรมที่น่าสนใจ
ล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่กลอง สามารถเช่าเรือล่องชมทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ตลอดสองฝั่งแม่น้ำจะเห็นบ้านเรือนผู้คน และเรือนปั้นหยาซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีวัดต่างๆที่ตั้งอยู่ริมน้ำ เช่น วัดอัมพวัน วัดบางแคใหญ่ วัดบางแคน้อย วัดภุมรินทร์กุฎีทอง หรือ จะนั่งเรือเข้าไปในลำคลองเล็กๆผ่านสวนมะพร้าว สวนลิ้นจี่ บรรยากาศร่มรื่นและเป็นเส้นทางที่ยังไม่ค่อยมีผู้คนเข้าไปท่องเที่ยวมากก็น่าสนใจไปอีกแบบ
แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
กิจกรรมการปลูกป่าชายเลน ตำบลคลองโคนมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สภาพแวดล้อมที่น่าสนใจบริเวณปากอ่าวแม่กลอง ตำบลคลองโคน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครสามารถเดินทางไปได้สะดวก ปัจจุบันช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนได้มากกว่า ๒,๐๐๐ ไร่ ส่วนใหญ่เป็นต้นแสม ต้นลำพู ผู้สนใจสามารถนั่งเรือหางยาวชมพื้นที่ป่าชายเลน ชมนกนานาชนิดรวมทั้งลิงแสมและสัมผัสกับชีวิตชาวประมงอย่างใกล้ชิด อบต.คลองโคนจะจัดเตรียมเรือหางยาว กระดานเลน กล้าไม้และอุปกรณ์การปลูกไว้ให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมฟื้นฟูป่าชายเลน สอบถามรายละเอียดได้ที่ อบต.คลองโคน โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๑๓๒๙ หรือ วิสาหกิจชุมชนชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองโคลน อำเภอเมือง โทร. ๐๘ ๖๑๗๗ ๗๙๔๒ ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี ๒๕๕๐ ประเภทชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยว
การเดินทาง ไปตามถนนพระราม ๒ (สายธนบุรี-ปากท่อ) ทางหลวงหมายเลข ๓๕ ประมาณกิโลเมตรที่ ๗๒ จะเห็นปั๊มน้ำมันปตท. เลี้ยวซ้าย
(ซอยที่มีป้ายทางเข้าพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเขายี่สาร) เข้าไปประมาณ ๕๐๐ เมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปประมาณ ๔ กิโลเมตร
แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
การทำน้ำตาลมะพร้าวโดยปราศจากสารฟอกสี
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดาวโด่ง (นางเปรื่อง มรรคทรัพย์)
๓๔ หมู่ ๔ ตำบลคลองเขิน อำเภอเมือง โทร. ๐ ๓๔๗๑ ๔๙๐๐, คุณยุพาโทร. ๐๘ ๖๐๔๐ ๑๒๐๗
ศูนย์ท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์บ้านบางพลับ หมู่ ๔ ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที โทร. ๐๘ ๙๘๒๙ ๗๑๐๐, ๐ ๓๔๗๖ ๑๙๘๕ เป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๑ ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคกลาง
ผลิตภัณฑ์น้ำพริกต่างๆ
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเทิดไทร่วมใจ (นางทองห่อ สุดสวาท)
๔๗ หมู่ ๙ ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๕๑๐๖
โฮมสเตย์
บ้านท่าคา ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านท่าคา ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา ดำเนินการโดยกลุ่มชาวหมู่บ้านท่าคา จนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี ๒๕๕๐ ประเภทชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยว
ผู้สนใจจะได้พักอยู่กับชาวบ้าน ชมการเก็บน้ำตาลมะพร้าว การเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว พายเรือแจวชมสวน พายเรือแจวชมหิงห้อยในยามค่ำ ปัจจุบันมีหิงห้อยเหลืออยู่ไม่มากแต่ยังพอมีให้เห็น หรือ เที่ยวชมตลาดน้ำท่าคา (แนะนำให้ไปพักในวันที่รุ่งขึ้นมีตลาดนัด) สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคาโทร. ๐ ๓๔๗๖ ๖๒๐๘, ประชาสัมพันธ์ตลาดน้ำท่าคา โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๖๑๒๓ คุณมาลี วงศ์ประสิทธิ์ โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๖๐๙๔ คุณทวีป เจือไท
โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๖๑๗๐ คุณทรัพย์ ผ่องเพชรโทร. ๐ ๓๔๗๖ ๖๑๙๐
บ้านสวนเรือนไทย (ตลาดน้ำท่าคา) ๒๗ หมู่ ๒ ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา สัมผัสบรรยากาศวิถีชาวบ้านสวนริมคลองและมีกิจกรรมต่างๆ ใส่บาตรเช้า เดินชมสวน ชมการเคี่ยวตาล พายเรือชมวิถีชีวิตบ้านริมคลอง ชมหิงห้อยยามค่ำคืน นวดแผนโบราณ(จองล่วงหน้า) ล่องเรือเที่ยวตลาดน้ำท่าคา (ผู้ใหญ่อุไร สีเหลือง) โทร. ๐๘ ๖๗๘๙ ๘๑๓๐, ๐ ๓๔๗๖ ๖๓๒๒ กรุงเทพฯ โทร. ๐ ๒๙๔๘ ๒๐๕๔
บ้านริมคลอง (แถวคลองผีหลอก) ๔๓/๑ หมู่ ๖ ตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๒๗๗๕, ๐๘ ๑๖๕๙ ๑๑๘๙, ๐๘ ๙๑๗๐ ๒๙๐๔ จำนวน ๑๐ หลัง ราคา ๗๐๐-๙๐๐ บาท
(๗๐๐ บาท/คืน อาหาร ๒ มื้อ รวมล่องเรือชมหิงห้อยกับตลาดน้ำท่าคา และ ๙๐๐ บาท/ คืน อาหาร ๓ มื้อ ล่องเรือชมหิงห้อย ปลูกป่าชายเลนคลองโคน)
E-mail: baan-rimkhlong@yahoo.com มีกิจกรรมต่างๆ เช่น ล่องเรือชมสองฝั่งคลองและแม่น้ำแม่กลอง ชมศิลปหัตถกรรมไม้และกะลามะพร้าวของกลุ่มงานศิลป์ การนวดแผนโบราณ ล่องเรือชมหิงห้อย
ศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยว บ้านหัวหาด เป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี ๒๕๕๐ ประเภทชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยว
ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหัวหาด ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา กิจกรรมตักบาตรตอนเช้า ชมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสนใจ ชมการเลี้ยงปลาทับทิม พายเรือเที่ยวชมสวนผลไม้ บ้านดนตรีไทย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณทองหยิบ แก้วนิลกุล โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๕๐๗๓
หมู่บ้านเรือนไทย ตั้งอยู่ที่หมู่ ๖ ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา กิจกรรมตักบาตรตอนเช้า ไหว้พระวัดต่างๆ เที่ยวชมวิถีชีวิตไทยในคลอง เตาตาล บ้านทรงไทย สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กำนันธวัชร บุญพัดโทร. ๐๘ ๑๔๐๓ ๗๙๐๗, ๐ ๓๔๗๖ ๗๓๓๓, ๐ ๓๔๗๖ ๗๕๒๐, ๐๘ ๙๙๘๘ ๑๗๕๔ โทรสาร ๐ ๓๔๗๖ ๗๕๒๑
บ้านเรือไทยอัมพวาโฮมสเตย์ ๑๘ หมู่ ๖ ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา โทร. ๐๘ ๖๕๕๑ ๐๕๔๙, ๐ ๒๘๗๕ ๔๔๗๑ www.thaiboathouse.com จำนวน ๑ หลัง (๖๕๐ -๑,๐๐๐ บาทต่อท่าน รวมค่าอาหาร ล่องแม่น้ำ ตักบาตร)
โฮมสเตย์ นายกอบต. สวนหลวง คลองประชาชมชื่น ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา โทร. ๐๘ ๑๗๙๓ ๕๕๖๐, ๐ ๓๔๗๕ ๑๐๒๓, ๐ ๓๔๗๓ ๒๖๒๓ จำนวน ๖ หลัง ราคา ๓๕๐ บาทต่อคน (อาหาร ๒ มื้อ ไม่รวมล่องเรือ) และ ๖๕๐ บาทต่อคน(อาหาร ๒ มื้อ รวมล่องเรือ ๒ รอบ ล่องเรือชมหิงห้อยตอนค่ำและตลาดน้ำท่าคาตอนเช้า)
โฮมสเตย์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเทิดไทร่วมใจ ตำบลเหมืองใหม่ โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๕๑๐๖ จำนวน ๘ หลัง (พักได้ ๑๐๐ คน) ราคา ๓๕๐ บาท/คน
โฮมสเตย์บ้านคลองช่อง ชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านคลองช่อง หมู่ ๕ ตำบลคลองโคน โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๑๒๙๙ จำนวน ๕ หลัง ราคา ๘๐๐ บาท (เป็นหมู่บ้านผลิตกะปิคลองโคนที่มีชื่อเสียง พัก ๑ คืนพร้อมอาหาร ๒ มื้อ กิจกรรมปลูกป่าชายเลน ถีบกระดานเลน ชมวิถีชีวิตประมง)
นำเที่ยวสมุทรสงคราม ๑ วัน
เส้นทางที่ ๑
เช้า ๐๖.๓๐ น. ออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ไปจังหวัดสมุทรสงคราม ตามเส้นทางถนนเพชรเกษม
-ราชบุรี เข้าสู่จังหวัดสมุทรสงคราม ทางแยกบางแพ-สมุทรสงคราม
๐๗.๓๐ น. เที่ยวชมตลาดน้ำท่าคา (มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และ วันขึ้นหรือแรม ๒ ค่ำ, ๗ ค่ำ, ๑๒ ค่ำ)
๐๙.๓๐ น. ชมการทำน้ำตาลมะพร้าว บริเวณเตาตาลบนทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ กม.ที่ ๓๐-๓๔
๑๐.๐๐ น. จากนั้นออกเดินทางไปบ้านเบญจรงค์
๑๐.๑๐ น. ชมการผลิตเครื่องเบญจรงค์
๑๐.๔๐ น. เดินทางไปวัดอัมพวันและอุทยาน ร.๒
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารเที่ยง
บ่าย ๑๓.๐๐ น. ชมศิลปะการทำซออู้ (บ้านพญาซอ) (ก่อนไปควรติดต่อล่วงหน้า)
๑๔.๐๐ น. ชมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด (ก่อนไปควรติดต่อล่วงหน้าหากต้องการชมภายในวิหาร)
๑๕.๐๐ น. เยี่ยมชมค่ายบางกุ้ง ชมโบสถ์ปรกโพธิ์
๑๖.๐๐ น. เดินทางกลับกรุงเทพ ฯ ทางถนนพระราม ๒ (สายธนบุรี-ปากท่อ) แวะซื้อของฝากที่ตลาดของดี เมืองแม่กลอง กม.ที่ ๖๕ และที่ตลาดบางแก้ว กม.ที่ ๕๘ (มีจำหน่ายเฉพาะวันพฤหัสบดีหรือวันอาทิตย์)
เส้นทางที่ ๒
เช้า ๐๗.๐๐ น. ออกจากกรุงเทพฯใช้เส้นทางถนนพระราม ๒ (สายธนบุรี-ปากท่อ)
๐๘.๐๐ น. เข้าชมพิพิธภัณฑ์วัดเขายี่สาร ถนนพระราม ๒ ประมาณ กม.ที่ ๗๒
(สำหรับผู้สนใจกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การล่องเรือชมโครงการปลูกป่าชายเลน โปรดติดต่อล่วงหน้าที่ อบต.คลองโคน ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง)
๑๐.๐๐ น. เที่ยวชมดอนหอยหลอด นมัสการศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (มีบริการนั่งเรือไปดอนหอยหลอด)
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารเที่ยง หลังจากนั้นแวะซื้อของฝากบริเวณดอนหอยหลอด
บ่าย ๑๓.๐๐ น. ชมโบสถ์ไม้สักทองฝังมุก วัดศรัทธาธรรม (วัดมอญ) และชิมกาละแม-รามัญ
๑๔.๐๐ น เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหาร
๑๕.๐๐ น. แวะอนุสรณ์สถานแฝดสยามอิน-จันและพิพิธภัณฑ์เรือ
เดินทางกลับกรุงเทพฯ เส้นทางถนนสายเอกชัย
เทศกาลงานประเพณี
งานสุนทราภรณ์คืนถิ่นเดิมอัมพวา จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ที่อุทยาน ร.๒ อำเภออัมพวา
งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ ๒ อำเภออัมพวา ภายในงานมีการแสดง สาธิตการทำขนมไทยโบราณ การละเล่นพื้นบ้าน การแสดงโขนกลางแจ้ง และการจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรม รวมทั้งสินค้าพื้นเมืองต่าง ๆ
งานวันลิ้นจี่ จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ที่อำเภออัมพวา (จัดเป็นบางปี ขึ้นอยู่กับผลผลิตของลิ้นจี่)
งานนมัสการและสรงน้ำหลวงพ่อบ้านแหลม จัดขึ้นในวันที่ ๑๓-๑๙ เมษายน ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร อำเภอเมืองสมุทรสงคราม
งานมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวาและตลาดน้ำยามเย็น จัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม หน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา
งานส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี
งานประเพณีทำบุญตักบาตรขนมครก-น้ำตาลทราย จัดขึ้นในเดือน ๑๐ ขึ้น ๘ ค่ำ ของทุกปี
ณ วัดแก่นจันทร์เจริญ อำเภอบางคนที ประเพณีตักบาตรขนมครกนี้เลียนแบบมาจากประเพณีการตักบาตรขนมเบื้องของพระราชพิธีในวัง ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่สืบทอดมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบันชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจนำข้าวสารมาหมักค้างคืนไว้ พอถึงรุ่งเช้าก็จะช่วยกันโม่แป้ง เก็บมะพร้าวมาคั้นกะทิ หลังจากนั้นก็ช่วยกันหยอดแป้งทำขนมครกและร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์ ภายในงานมีการแข่งขันขูดมะพร้าว การแข่งขันโม่แป้ง การแข่งขันกินวิบาก การประกวดขนมครกไทยประยุกต์
งานประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จัดขึ้นในช่วงวันลอยกระทง ที่อุทยาน ร.๒
และวัดภุมรินทร์กุฏีทอง อำเภออัมพวา
เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง จัดขึ้นบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เดือนธันวาคม
งานวันกล้วยไม้บานในอุทยาน ร.๒ จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ของทุกปี ณ อุทยาน ร.๒
อำเภออัมพวา
ข้อแนะนำในการท่องเที่ยว
* ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวหรือข้อมูลสถานที่นั้นๆก่อนเช่นในด้านประวัติศาสตร์
* ศึกษาฤดูกาลของธรรมชาติเช่น ดอกไม้ นกอพยพ หรือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง
* ช่วยรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหรือแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
* ไม่ประพฤติปฏิบัติขัดต่อวิถีชีวิตและประเพณีนิยมของคนในท้องถิ่น
* ในระหว่างการเดินทางไม่ควรประมาทและต้องคำนึงถึงความปลอดภัย
* ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด |