www.viptravelandservice.com
 
 
 

ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ
ภาคเหนือ มี 9 จังหวัด
จังหวัดเชียงราย
จังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดน่าน
จังหวัดพะเยา
จังหวัดแพร่
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จังหวัดลำปาง
จังหวัดลำพูน
จังหวัดอุตรดิตถ์


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 21 จังหวัด
จังหวัดกาฬสินธุ์
จังหวัดขอนแก่น
จังหวัดชัยภูมิ
จังหวัดนครพนม
จังหวัดนครราชสีมา
จังหวัดบึงกาฬ
จังหวัดบุรีรัมย์
จังหวัดมหาสารคาม
จังหวัดมุกดาหาร
จังหวัดยโสธร
จังหวัดร้อยเอ็ด
จังหวัดเลย
จังหวัดสกลนคร
จังหวัดสุรินทร์
จังหวัดศรีสะเกษ
จังหวัดหนองคาย
จังหวัดหนองบัวลำภู
จังหวัดอุดรธานี
จังหวัดอุบลราชธานี
จังหวัดอำนาจเจริญ
จังหวัดบึงกาญจน์


ภาคกลาง มี 21 จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
จังหวัดกำแพงเพชร
จังหวัดชัยนาท
จังหวัดนครนายก
จังหวัดนครปฐม
จังหวัดนครสวรรค์
จังหวัดนนทบุรี
จังหวัดปทุมธานี
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพิจิตร
จังหวัดพิษณุโลก
จังหวัดเพชรบูรณ์
จังหวัดลพบุรี
จังหวัดสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรสงคราม
จังหวัดสมุทรสาคร
จังหวัดสิงห์บุรี
จังหวัดสุโขทัย
จังหวัดสุพรรณบุรี
จังหวัดสระบุรี
จังหวัดอ่างทอง
จังหวัดอุทัยธานี


ภาคตะวันออก มี 7 จังหวัด
จังหวัดจันทบุรี
จังหวัดฉะเชิงเทรา
จังหวัดชลบุรี
จังหวัดตราด
จังหวัดปราจีนบุรี
จังหวัดระยอง
จังหวัดสระแก้ว

ภาคตะวันตก
มี 5 จังหวัด
จังหวัดกาญจนบุรี
จังหวัดตาก
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดเพชรบุรี
จังหวัดราชบุรี


ภาคใต้ มี 14 จังหวัด
จังหวัดกระบี่
จังหวัดชุมพร
จังหวัดตรัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดนราธิวาส
จังหวัดปัตตานี
จังหวัดพังงา
จังหวัดพัทลุง
จังหวัดภูเก็ต
จังหวัดระนอง
จังหวัดสตูล
จังหวัดสงขลา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จังหวัดยะลา

 

ที่เที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรี

เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม
สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน  ภาษาถิ่นชวนฟัง

จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งทางประวัติศาสตร์และทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ วัดเขาขึ้นของพระอาจารย์ธรรมโชติผู้สร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านบางระจัน  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง  อุทยานแห่งชาติพุเตย บึงฉวาก และมีขนมขึ้นชื่ออย่างสาลี่สุพรรณ
สุพรรณบุรีเป็นเมืองสมัยโบราณ พบหลักฐานทางโบราณคดี มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓,๕๐๐-๓,๘๐๐ ปี โบราณวัตถุที่ขุดพบมีทั้งยุคหินใหม่ ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก สืบทอดวัฒนธรรมต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ เดิมจังหวัดสุพรรณบุรีมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เมืองทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ”  หรือ “พันธุมบุรี”  ต่อมาเมื่อพระเจ้ากาแต (เชื้อสายไทยปนพม่า) เสด็จขึ้นครองราชย์ และย้ายเมืองมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำท่าจีน ได้ทรงสร้างวัดสนามชัยและบูรณะวัดป่าเลไลยก์  ทรงชักชวนข้าราชการออกบวช จำนวน ๒,๐๐๐ คน จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สองพันบุรี” ครั้นพระเจ้าอู่ทองทรงย้ายเมืองไปอยู่ทางฝั่งใต้ (ทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน) เมืองนี้จึงมีชื่อใหม่ว่า “อู่ทอง” จนกระทั่งลุเข้าสมัยขุนหลวงพะงั่ว จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสุพรรณบุรีในที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นเมืองต้นกำเนิดวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน อันเป็นวรรณคดีสำคัญเรื่องหนึ่งของของชาติไทย เมื่อไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรีเราจะได้สัมผัสบรรยากาศของวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ชื่อตำบล  ชื่อบ้าน ชื่อถนนและชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ ในท้องเรื่องยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น บ้านรั้วใหญ่ วัดเขาใหญ่ ท่าสิบเบี้ย ไร่ฝ้าย วัดป่าเลไลยก์  วัดแค ถนนนางพิม ถนนขุนไกร อำเภออู่ทองและอำเภอศรีประจันต์ 
สุพรรณบุรี  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๕,๓๕๘ ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๐ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอบางปลาม้า อำเภอศรีประจันต์  อำเภอดอนเจดีย์  อำเภอเดิมบางนางบวช  อำเภออู่ทอง อำเภอสามชุก  อำเภอหนองหญ้าไซ อำเภอสองพี่น้องและอำเภอด่านช้าง

อาณาเขต

ทิศเหนือ                 ติดต่อกับจังหวัดชัยนาท  และจังหวัดอุทัยธานี
ทิศใต้                      ติดต่อกับจังหวัดนครปฐม
ทิศตะวันออก        ติดต่อกับจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสิงห์บุรี
ทิศตะวันตก           ติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี

การเดินทาง

                รถยนต์  สามารถใช้เส้นทางในการเดินทางได้หลายเส้นทาง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๑ ชั่วโมง ดังนี้
๑. จากกรุงเทพฯ ผ่านอำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ จากกรุงเทพฯ ผ่านนนทบุรี อำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ ๑๐๗ กิโลเมตร
๒. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดปทุมธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ ๑๑๕  กิโลเมตร
๓. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ ๑๓๒  กิโลเมตร
๔. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเดิมบางนางบวช ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ ๒๒๘ กิโลเมตร
๕. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดอ่างทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ ๑๕๐  กิโลเมตร
๖. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดนครปฐม อำเภอกำแพงแสน ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ ๑๖๔  กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง  บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการรถโดยสารประจำทางปรับอากาศออกจาก สถานีขนส่งหมอชิต ถนนกำแพงเพชร ๒ ไปจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวัน และมีรถโดยสารประจำทางปรับอากาศออกจาก สถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๒๘๙๔ ๖๑๒๒ บขส.สุพรรณบุรี โทร. ๐ ๓๕๕๒ ๒๓๗๓ รถออกจากกรุงเทพฯ เที่ยวแรก ๐๖.๐๐ น. เที่ยวสุดท้าย ๑๗.๐๐ น. ออกจากสุพรรณบุรี เที่ยวแรก ๐๔.๕๐ น. เที่ยวสุดท้าย ๑๗.๐๐ น. หรือ www.transport.co.th
รถไฟ  การรถไฟแห่งประเทศไทย มีขบวนรถไฟออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงไปสถานีรถไฟจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวัน วันละ ๑ เที่ยว จากกรุงเทพฯ ๑๖.๔๐ น. ถึงสุพรรณบุรี ๑๙.๔๐ น. และ จากสุพรรณบุรี ๐๔.๔๐ น. ถึงกรุงเทพฯ ๐๙.๓๐ น. ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง โทร. ๑๖๙๐, ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๑๐, ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๒๐, ๐ ๒๒๒๐ ๔๓๓๔, ๐ ๒๒๒๐ ๔๔๔๔ สถานีรถไฟสุพรรณบุรี โทร. ๐ ๓๕๕๑ ๑๙๕๐, ๐ ๓๕๕๒ ๑๗๙๙ หรือ www.railway.co.th/

                      ระยะทางจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรีไปยังอำเภอต่างๆ

อำเภอบางปลาม้า             ๖             กิโลเมตร 
อำเภอศรีประจันต์           ๒๕         กิโลเมตร
อำเภอดอนเจดีย์              ๓๓         กิโลเมตร 
อำเภออู่ทอง                     ๓๖          กิโลเมตร
อำเภอสามชุก                   ๔๓         กิโลเมตร 
อำเภอเดิมบางนางบวช   ๕๔         กิโลเมตร
อำเภอหนองหญ้าไซ       ๖๐           กิโลเมตร
อำเภอสองพี่น้อง             ๓๘         กิโลเมตร
อำเภอด่านช้าง                 ๘๗         กิโลเมตร

ระยะทางจากจังหวัดสุพรรณบุรีไปยังจังหวัดใกล้เคียง

อ่างทอง                            ๕๒         กิโลเมตร      
พระนครศรีอยุธยา          ๖๐           กิโลเมตร
ปทุมธานี                          ๘๐          กิโลเมตร
นนทบุรี                           ๘๓         กิโลเมตร      
กาญจนบุรี                       ๙๑           กิโลเมตร

สถานที่น่าสนใจ 

อำเภอเมืองสุพรรณบุรี

สวนเฉลิมภัทรราชินี และ หอคอยบรรหาร-แจ่มใส ตั้งอยู่ถนนนางพิม เป็นสวนสาธารณะมีเนื้อที่ ๑๗ ไร่  ในสวนมีสถานที่ต่างๆให้แวะชมไม่ว่าจะเป็นหอคอยบรรหาร-แจ่มใส อาคารแสดงผลงานของฯพณฯบรรหาร สวนน้ำพร้อมสไลเดอร์ สวนลายไทย  สวนนกพิราบ  สวนดอกไม้ สนามเด็กเล่น น้ำพุดนตรี สนามออกกำลังกาย ประชาชนนิยมมาเดินเล่นและออกกำลังกายในสวนตอนเย็นๆ  เวลากลางคืนจะมองเห็นหอคอยเปิดไฟเป็นจุดเด่นของเมืองสุพรรณบุรี
สวนเฉลิมภัทรราชินี  เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์                                                                      เวลา  ๑๐.๐๐-๑๙.๐๐  น.                       
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์                             เวลา  ๑๐.๐๐-๒๐.๓๐  น.
อัตราค่าเข้าชมสวน                                                         ผู้ใหญ่ ๑๐ บาท  เด็ก ๕ บาท
อาคารแสดงผลงานฯ       เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์                                                                       เวลา  ๑๓.๐๐–๑๘.๐๐  น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์                             เวลา  ๑๐.๐๐–๑๘.๐๐  น.
สไลเดอร์และสวนน้ำ เปิดให้บริการทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์                                                                       เวลา  ๑๕.๐๐–๑๘.๐๐  น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์                             เวลา  ๑๐.๐๐–๑๘.๐๐  น.
น้ำพุดนตรี และผาน้ำตก เปิดทุกวันตามวัน และเวลาดังนี้
วันศุกร์                                                                            เวลา  ๑๗.๐๐–๑๙.๐๐  น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์     
รอบเที่ยง                                                                         เวลา  ๑๒.๐๐–๑๔.๐๐  น.
รอบเย็น                                                                           เวลา  ๑๗.๐๐–๑๙.๐๐  น.
หอคอยบรรหาร-แจ่มใส ตั้งอยู่ในสวนเฉลิมภัทรราชินี เป็นหอคอยชมวิวแห่งแรก และสูงที่สุดในประเทศไทยมองเห็นโดดเด่นอยู่กลางเมือง มีความสูงถึง  ๑๒๓.๒๕  เมตร ฐานกว้าง ๓๐ เมตร   การขึ้นเที่ยวชมหอคอย จะมีจุดแวะพักชมวิว ๔ ชั้น ชั้นที่ ๑ เป็นที่จำหน่ายบัตรและของที่ระลึก  ชั้นที่ ๒ เป็นร้านจำหน่ายเครื่องดื่มอาหารว่างและจุดนั่งชมสวน ชั้นที่ ๓ เป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกและจุดชมตัวเมือง  ชั้นที่ ๔ อยู่ในระดับสูงสุด ๗๘.๗๕ เมตร เป็นจุดชมทิวทัศน์ของจังหวัดสุพรรณบุรีโดยรอบ มีกล้องส่องทางไกลบริการ ผนังห้องแสดงภาพวาดสีน้ำมันเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  
หอคอยบรรหาร-แจ่มใส  เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์                                                                      เวลา  ๑๐.๐๐-๑๙.๐๐  น.                       
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์                             เวลา  ๑๐.๐๐-๒๐.๓๐  น.
อัตราค่าขึ้นชม  (ก่อน ๑๘.๐๐ น.)                                 ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท  เด็ก ๑๕ บาท
อัตราค่าขึ้นชม  (หลัง ๑๘.๐๐ น.)                                  ผู้ใหญ่ ๔๐ บาท  เด็ก ๒๐ บาท
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๓๕๕๒ ๒๗๒๑, ๐ ๓๕๕๒ ๔๐๖๐-๔  และสำนักงานเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โทร. ๐ ๓๕๕๒ ๓๐๙๐, ๐ ๓๕๕๑ ๑๐๒๑  โทรสาร ๐ ๓๕๕๒ ๒๙๗๓
      ศาลตายาย ตั้งอยู่ถนนนางพิมใกล้สวนเฉลิมภัทรราชินีและหอคอยบรรหาร-แจ่มใส  เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดสุพรรณบุรี  สถานที่สักการะบูชามากว่า  ๑๐๐ ปี   ศาลตายายแห่งนี้บรรพบุรุษของเราได้บอกเล่าเรื่องราวแก่ลูกหลานไว้ว่า ตาและยายเป็นบรรพบุรุษของชาวสุพรรณบุรีที่เปี่ยมไปด้วยพรหมวิหาร   ผู้ใดขัดข้องหมองใจไปพบท่าน  ท่านก็จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ความกรุณาเมตตาธรรมแก่ทุกคนเสมอมา  สถานที่พำนักของตายายเรียกว่า ทางสี่แพ่ง นับว่าเป็นชุมทางหรือว่าเป็นประตูป่าสมัยโบราณกาล ประชาชนทั่ว ๔ ทิศ ผู้ใดจะไปสารทิศใดจะต้องผ่านทางสี่แพ่งอันเป็นสถานที่พำนักของตายายนี้เป็นประจำ   ต่อมาภายหลังบ้านเมืองได้เจริญขึ้นเป็นจังหวัดสุพรรณบุรี   ทางสี่แพ่งนี้จึงกลายเป็นทางร่วมสำคัญสายหนึ่งที่ประชาชนในเมืองสุพรรณบุรีจากทุกสารทิศที่จะเข้ามาในตลาดจะต้องเดินผ่าน ทางสี่แพ่งจึงมีชื่อเรียกใหม่ว่า สี่แยกนางพิม   ต่อมาได้มีการย้ายศาลตายาย จากสี่แยกนางพิมมาประดิษฐานไว้บริเวณพื้นที่ปัจจุบัน  ทางคณะกรรมการบูรณะปฏิสังขรณ์ศาลตายายได้มีการประชุม  และมีมติที่จะดำเนินการปรับปรุงบูรณะใหม่ให้มีสภาพสวยงามเป็นสถานที่ปูชนียสถานต่อไปและยังมีการจัดงานฉลองสมโภชน์ทุกปี
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย ตั้งอยู่บนถนนสุพรรณบุรี-ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข ๓๔๐)  ตำบลสนามชัย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทำนาโดยไม่ได้จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ   ชั้นล่าง จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของการทำนา เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา ประเพณีวิถีชีวิตของชาวนา เรื่องราวของข้าวในอดีต  และที่น่าสนใจ คือ การพบเศษภาชนะดินเผาที่บ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งอาจเป็นหลักฐานพระราชพิธีแรกนาขวัญในสมัยอยุธยา ชั้นบน จัดแสดงพระราชจริยวัตรพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูชาวนาไทยทรงพัฒนาการทำนาและการเกษตรของชาติ มีการจัดแสดงภาพจำลองเหตุการณ์พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๙ ณ แปลงนาสาธิต บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ทรงทำปุ๋ยหมัก หว่านและเก็บเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง  และยังคงเก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงใช้  นอกจากนี้ชั้นล่างยังมี ห้องค้นคว้าข้อมูล สำหรับค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุที่จัดแสดง พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ ( ปิดวันจันทร์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐–๑๖.๐๐ น. โทร. ๐ ๓๕๕๒ ๒๑๙๑
วัดสุวรรณภูมิ (วัดกลางหรือวัดใหม่)  เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น ถนนพระพันวษา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี  สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ)  สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ อาคารมี ๒ ชั้นเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ เช่น พระพุทธรูป  นาฬิกา อาวุธ เชี่ยนหมาก ถ้วยชาม แจกัน แก้ว โดยเฉพาะบาตรสังคโลกสมัยสุโขทัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘–๑๙ ซึ่งมีชิ้นเดียวในประเทศไทย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๐๘.๓๐-๑๒.๐๐ น. และ ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. (ควรติดต่อขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า) โทร. ๐๘ ๑๐๑๓ ๒๕๙๗, ๐ ๓๕๕๒ ๕๒๗๖, ๐ ๓๕๕๒ ๑๕๐๓
บ้านยะมะรัชโช  ตั้งอยู่ที่ถนนหมื่นหาญ  ตำบลท่าพี่เลี้ยง  ใกล้สะพานอาชาสีหมอก ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ และเป็นอดีตเสนาบดี ๓ กระทรวงคือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงนครบาลและกระทรวงโยธาธิการ ลักษณะบ้านเป็นเรือนหมู่ สภาพปัจจุบันเหลือตัวเรือนเดิม เรือนนอน ๒ หลัง หอกลาง ๑ หลัง หอนั่งสร้างใหม่แทนของเดิม ๑ หลัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จบ้านหลังนี้ ๒ ครั้ง และได้พระราชทานชื่อบ้านไว้  ต่อมาจังหวัดฯ ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์บ้านยะมะรัชโช โดยส่งเข้าประกวดโครงการดีเด่นในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในเมือง  ได้รับรางวัลพร้อมโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ปัจจุบันนี้บ้านยะมะรัชโชเป็นของกองทุนมูลนิธิพระยาสุนทรสงคราม (ปุย สุวรรณศร)  สนใจชมบ้านยะมะรัชโช ติดต่อโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช  โทร. ๐ ๓๕๕๐ ๒๗๘๔-๘,
,๐ ๓๕๕๒ ๑๕๕๕, ๐ ๓๕๕๒ ๔๐๘๘-๙๘ ติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์
วัดพระรูป   ตั้งอยู่ที่ถนนขุนช้าง ริมฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ตรงข้ามตลาดสุพรรณบุรี วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มีอายุอยู่ในสมัยอู่ทองตอนปลาย ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่  พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ก่ออิฐถือปูน  ยาว ๑๓ เมตร สูง ๓ เมตร  ชาวบ้านเรียกว่า เณรแก้ว  พระพักตร์กลมยาวคล้ายผลมะตูม ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าสร้างในราว พ.ศ. ๑๘๐๐-๑๘๙๓  และถือว่าเป็นพระนอนที่มีพระพักตร์งามที่สุดในประเทศไทย
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชม  ได้แก่ พระพุทธบาทไม้  เป็นโบราณวัตถุที่หาค่าไม่ได้ ศิลปะการแกะสลักงดงามมาก มีขนาดยาว ๒๒๑.๕ เซนติเมตร  กว้าง ๗๔ เซนติเมตร หนา ๑๐ เซนติเมตร ทำจากไม้ประดู่แกะสลักทั้ง ๒ ด้าน มีเพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย เดิมพระพุทธบาทไม้อยู่ที่วัดเขาดิน เมื่อตอนเกิดศึกไทย-พม่า พระภิกษุรูปหนึ่งเกรงจะถูกทำลาย จึงนำล่องลงมาทางน้ำแล้วเอาขึ้นที่วัดพระรูป  นอกจากนี้ยังมี เจดีย์อู่ทองและซากเจดีย์สมัยทวารวดี ระฆังสัมฤทธิ์ และธรรมาสน์สังเค็ด (วัตถุที่ถวายแก่สงฆ์ผู้เทศน์หรือผู้ชักบังสุกุลเมื่อเวลาปลงศพ) ฝีมือช่างอยุธยาตอนปลาย และที่นี่ยังเป็นกรุของ พระขุนแผน  อันมีชื่อเสียงอีกด้วย
วัดประตูสาร อยู่ที่ถนนขุนช้าง ตำบลรั้วใหญ่ ภายในเขตเทศบาลเมือง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ไม่มีหลักฐานเก่าระบุว่าสร้างเมื่อใด  แต่คงจะสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. ๒๓๗๙ ซึ่งเป็นปีที่สุนทรภู่มาสุพรรณบุรี ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติ ฝีมือช่างหลวง เชื่อกันว่า เป็นคนเดียวกับที่เขียนจิตรกรรมฝาผนังวัดหน่อพุทธางกูร เขียนราว พ.ศ. ๒๓๙๑  นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมที่เขียนบนพื้นไม้เป็นแผ่นๆ เรื่องพุทธประวัติและมหาชาติ  ลักษณะของภาพเหมือนจะลอกแบบจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ เก็บรักษาอยู่ในวิหาร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๕๔ ๓๕๙๘
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและอุทยานมังกรสวรรค์ อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) ห่างจากฝั่งแม่น้ำไปตามถนนมาลัยแมน
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เดิมเป็นศาลไม้ทรงไทยมีเทวรูปพระอิศวรและพระนารายณ์สวมหมวกเติ๊ก(หมวกทรงกระบอก)สลักด้วยหินสีเขียว  ปัจจุบันได้สร้างศาลเป็นรูปวิหารและเก๋งจีน  เจ้าพ่อหลักเมืองนี้เป็นพุทธประติมากรรมสลักบนแผ่นหินแบบนูนต่ำในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน แบบศิลปเขมรอายุราวพ.ศ.๑๑๘๕–๑๒๕๐ หรือประมาณ ๑,๓๐๐-๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว มีพระนามว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่เรียกกันว่า พระนารายณ์สี่กร เป็นที่สักการะบูชาทั้งชาวไทยและชาวจีน ตามประวัติกล่าวว่า ประมาณ ๑๕๐ ปีมาแล้วมีผู้พบพระโพธิสัตว์
อวโลกิเตศวร จมดินจมโคลนอยู่ริมคลองศาลเจ้าพ่อ  จึงได้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นข้างบนพร้อมกับสร้างศาลเป็นที่ประทับ  ในคราวเสด็จประพาสต้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จทรงกระทำพลีกรรมเจ้าพ่อหลักเมืองและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อเขื่อนรอบเนินศาล ทำชานสำหรับคนบูชา สร้างกำแพงแก้ว ต่อตัวศาลออกมาเป็นเก๋งแบบจีน  สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์กับเจ้าพระยายมราช ทรงสนพระทัยในการปรับปรุงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเมื่อในราว พ.ศ.๒๔๘๐ ทุกปีในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ของจีน  จะมีพิธีงานประเพณี  “ทิ้งกระจาด” (หรือ พิธีทิ้งทาน) จัดที่สมาคมจีน ซึ่งเป็นพิธีกรรมของพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ถือเป็นการจำเริญเมตตาแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว โดยนำสิ่งของต่าง ๆ ที่ผู้ตายใช้สอยและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ มาแจกแก่ผู้ยากจน   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๕๒ ๑๖๙๐ , ๐ ๓๕๕๒ ๖๒๑๑
พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร(อุทยานมังกรสวรรค์) ตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ ๒๐ ปี เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๙  ขณะที่ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ของประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกรออกแบบขึ้น เพื่อนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอารยธรรมจีนที่ยาวนานถึง ๕,๐๐๐ ปี ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายใต้รูปแบบมังกรสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่รู้จักกันดี  ภายในห้องจัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่สมัยตำนานการสร้างโลกยุคแรกเริ่มทางประวัติศาสตร์ ลำดับราชวงศ์ตั้งแต่ยุคหวงตี้ ถึงราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้าย  สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง  และการแสดงประวัติความเป็นมาของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย เรื่องราวที่นำเสนอ ประกอบด้วย เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ ปรัชญา ภูมิปัญญา และการค้นพบประดิษฐกรรมสำคัญของบรรพบุรุษชาวจีน ผ่านสื่อจัดแสดงที่น่าสนใจ และสวยงาม  การจัดแสดงนิทรรศการภายในตัวมังกรใช้สื่อจัดแสดงที่ทันสมัย เช่น ภาพยนตร์ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ แสง เสียง หุ่นจำลอง  นอกจากนั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างครบครัน เป็นต้นว่า ห้องฉายภาพยนตร์ ห้องรับฝากของ จำหน่ายหนังสือ และห้องจำหน่ายของที่ระลึก มุ่งเน้นให้ผู้เข้าชมได้รับความรู้และความเพลิดเพลินในเวลาเดียวกัน อีกทั้งสอดแทรกคุณธรรมสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่บรรพบุรุษชาวจีนยึดถือ และได้ปรากฏให้เห็นตลอดเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์   เพื่อให้ผู้เข้าชมได้นำเอาความรู้และคุณธรรมไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตในโอกาสต่อไป  อีกทั้งยังเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญระดับประเทศให้เกิดขึ้นในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นจังหวัดตัวอย่างในการพัฒนาของประเทศไทย  พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร (อุทยานมังกรสวรรค์)   เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐-๑๖.๐๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. ปิดทุกวันอังคาร เข้าชมเป็นรอบๆ  มีชุดหูฟังเสียงบรรยายภาษาอังกฤษและจีนให้บริการ ค่าเข้าชมชาวไทย ผู้ใหญ่ ๒๙๙ บาท เด็ก ๑๔๙ บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ ๔๙๙ บาท เด็กต่างประเทศ ๒๙๙ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๓๕๕๒ ๖๒๑๑ – ๒
กำแพงเมืองเก่าและประตูเมือง  เมืองสุพรรณบุรีเก่าอยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่ (บ้านขุนช้าง) ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี โดยยังหลงเหลือแนวกำแพงดินและคูเมืองให้เห็นระหว่างทางไปวัดป่าเลไลยก์กับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  กำแพงทางด้านทิศตะวันตกของเมืองทำแข็งแรงเป็นพิเศษสองชั้น มีคูน้ำกั้นอยู่ชั้นนอก มีเนินดิน และกำแพงอยู่ชั้นในยาวถึง ๓,๕๐๐ เมตร ส่วนด้านกว้างกำแพงยาว ๑,๐๐๐ เมตร จดแม่น้ำ   ด้านตะวันออกไม่พบตัวกำแพง เพราะถูกรื้อในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ   รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ในพระราชหัตถเลขา เรื่อง เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า บรรยายภาพกำแพงเมืองสุพรรณบุรีว่า “ เมืองสุพรรณบุรีมีกำแพงเป็นสองฟากเหมือนเมืองพิษณุโลกยื่นขึ้นไปจากฝั่งแม่น้ำราว ๒๕ เส้น ดูกว้างประมาณ ๖ วา นอกเชิงเทิน ” ส่วนประตูเมืองตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมนบนแนวกำแพงเมืองเก่า   ประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ตามแบบกรมศิลปากรตรงสถานที่ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของประตูเมืองเดิม
วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ที่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่  ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ หน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์มีเครื่องหมาย
พระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ บอกให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จธุดงค์มาพบสมัยยังทรงผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงปฏิสังขรณ์ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในสมัยที่เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรือง ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ภายหลังพ.ศ.๑๗๒๔   ที่วัดแห่งนี้ประชาชนนิยมมานมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่นเห็นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิมีลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีกข้างหนึ่งในท่าทรงรับของถวาย องค์พระสูง ๒๓.๔๖ เมตร รอบองค์ ๑๑.๒๐ เมตร มีนักปราชญ์หลายท่านกล่าวว่า หลวงพ่อโตเดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งเหมือนพระพนัญเชิงในสมัยแรกๆ เพราะมักจะพบว่า พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยก่อนอยุธยาและอยุธยาตอนต้น ส่วนมากชอบสร้างไว้กลางแจ้งเพื่อให้สามารถมองเห็นได้แต่ไกล  ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลายจำนวน ๓๖ องค์  หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง  ทุกปีจะมีงานเทศกาลสมโภชและนมัสการหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์  ๒ ครั้ง คือ ในวันขึ้น ๗-๙ ค่ำ เดือน ๕ และเดือน ๑๒
ตรงข้ามวิหารวัดมีร้านขายสินค้าที่ระลึกพื้นเมืองหลายร้านให้แวะเลือกซื้อ   ด้านหลังวัดมี “คุ้มขุนช้าง” ซึ่งสร้างเป็นเรือนไทยไม้สักหลังใหญ่กว้างขวาง ตามบทพรรณนาเรือนของขุนช้างในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ขึ้นไปบนเรือนจะเห็นฉากภาพวาดตัวละครขุนช้างสำหรับให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเป็นที่ระลึก บนเรือน
แต่ละห้องมีภาพบรรยายเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน  มีตู้จัดแสดงภาชนะเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆไม่ว่าจะเป็นฉากกั้นหรือถ้วยโถโอชามเก่าแก่แบบต่างๆ
                ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ ๘  ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนกำยาน ริมถนนมาลัยแมน (ทางหลวงหมายเลข ๓๒๑) กิโลเมตรที่ ๑๕๘-๑๕๙ ห่างจากวัดป่าเลไลยก์ไปทางอำเภออู่ทองประมาณ ๑ กิโลเมตร ตรงข้ามสวนน้ำสุพรรณบุรี  ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมในครอบครัว และหัตถกรรมในเขตพื้นที่ ๑๔ จังหวัดภาคตะวันตก  มีอาคารแสดงนิทรรศการผลงานผลิตภัณฑ์หัตถกรรมฝีมือดีเด่นสวยงามประเภทต่าง ๆ เช่น เครื่องหนัง เสื้อผ้า เครื่องหวาย จากในเขตพื้นที่ดูแล  รวมทั้งจัดจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๐.๐๐–๑๖.๐๐ น.
โทร. ๐ ๓๕๕๔ ๕๕๑๘-๙
                สระศักดิ์สิทธิ์  อยู่ในเขตตำบลสระแก้ว ริมถนนสายดอนเจดีย์-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข ๓๒๒) กิโลเมตรที่ ๗-๘  ตรงข้ามทางเข้าสวนนกท่าเสด็จ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๓ กิโลเมตร  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาทอดพระเนตรสระศักดิ์สิทธิ์ที่ตำบลนี้ จึงเป็นเหตุให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น บ้านท่าเสด็จ     สระศักดิ์สิทธิ์เดิมพบเพียง ๔ สระ คือ  สระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกษ ต่อมาพบอีก ๒ สระ คือ สระอมฤต ๑ และสระอมฤต ๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชหัตถเลขาไว้ว่า  “…แต่เหตุไฉนที่สระนี้ขลังนักไม่ปรากฏ คงจะมีตัวครูบาที่สำคัญเป็นอันมาก น้ำในสระก็ไม่ใช้ ปลาในสระก็ไม่กิน สระมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด มีจระเข้อาศัยอยู่ทั้งสี่สระ…น้ำสระคา สระยมนา ไม่สู้สะอาด มีสีแดง แต่น้ำสระเกษ สระแก้วใสสะอาด…”         น้ำในสระทั้งหมดนี้ใช้ในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาและพระราชพิธีสระน้ำมูรธาภิเษกตามลัทธิพราหมณ์  กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนจัดตั้งสระน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นโบราณสถานไว้  แต่ยังไม่ได้รับการปรับปรุง
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  อยู่ถนนสมภารคง แยกจากถนนมาลัยแมนไปประมาณ ๓๐๐ เมตร  เขตตำบลรั้วใหญ่ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี   ในสมัยก่อนเป็นศูนย์กลางของเมืองสุพรรณภูมิ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง มีอายุไม่ต่ำกว่า ๖๐๐ ปี  ปรางค์องค์ประธานเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ถูกลักลอบขุดค้นหาทรัพย์สินจนทรุดโทรมไปมาก  กรุในองค์พระปรางค์นี้เป็นต้นกำเนิดพระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีที่โด่งดังมาก อันเป็นหนึ่งใน“เบญจภาคี” ๕ พระเครื่องยอดนิยม อันได้แก่ พระสมเด็จนางพญาของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร  พระผงสุพรรณ จังหวัดสุพรรณ   พระสมเด็จนางพญา จังหวัดพิษณุโลก พระทุ่งเศรษฐี จังหวัดกำแพงเพชรและพระรอด จังหวัดลำพูน นักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่า ปรางค์องค์นี้น่าจะเป็นศิลปะการก่อสร้างสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ เพราะจากหลักฐานการก่อสร้างองค์ปรางค์เป็นการก่ออิฐไม่ถือปูน ซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่ก่อนสมัยอยุธยา
วัดแค  เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” อยู่ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุไปทางเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้นโดยรอบได้ประมาณ ๙.๕๐ เมตร อายุประมาณ ๑,๐๐๐ ปี เชื่อกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อตัวแตนจากต้นมะขามต้นนี้กับท่านอาจารย์คงเพื่อใช้เวลาโจมตีข้าศึก ใกล้กับต้นมะขามยักษ์นี้ทางจังหวัดได้สร้างเรือนไทยทรงโบราณเรียกว่า “คุ้มขุนแผน” เพื่อเป็นอุทยานวรรณคดีและเป็นการอนุรักษ์ศิลปด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสวัดแคเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗  วัดนี้มีโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่  พระพุทธบาทสี่รอย ทำด้วยทองเหลืองกว้าง ๑.๔๐ เมตร ยาว ๒.๘๐ เมตร สร้างซ้อนกันไว้ในรอยใหญ่  นอกจากนี้ยังมี พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบศิลปรัตนโกสินทร์ จีวรและอังสะเป็นลายดอกพิกุลงดงามมาก  ประดิษฐานอยู่ในวิหารหน้าพระประธาน สิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ ก็มี เช่น ระฆังทองเหลือง หม้อต้มกรักทองเหลือง ตู้ใส่หนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายเมื่อปีพ.ศ.  ๒๔๑๒
วัดพระลอย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตำบลรั้วใหญ่ เลยวัดแคไปไม่ไกล สาเหตุที่สร้างวัดนี้น่าจะมาจากที่มีพระพุทธรูปปางนาคปรกเนื้อหินทรายขาวลอยมาตามแม่น้ำท่าจีน(แม่น้ำสุพรรณ) จึงได้ทำพิธีอาราธนาขึ้นมาจากแม่น้ำ  สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยลพบุรี  นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ที่ปรักหักพังสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง   ทางวัดได้ปฏิสังขรณ์โดยสร้างโบสถ์ใหม่ครอบ   และยังมีอุโบสถจตุรมุขใหญ่ สูงเด่น สง่างาม ประดิษฐานพระพุทธนวราชมงคล สวยงามมาก และมีพระพุทธรูปเนื้อหินทรายปางต่างๆ เก่าแก่มาก บริเวณท่าน้ำหน้าวัดเป็นที่สงวนพันธุ์สัตว์น้ำ มีฝูงปลาหลายชนิดผู้มาเที่ยวชมสามารถให้อาหารปลาได้ ถือเป็น อุทยานมัจฉา อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี
วัดหน่อพุทธางกูร เดิมชื่อ วัดมะขามหน่อ ตั้งอยู่ที่ตำบลพิหารแดง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ เลยวัดพระลอยไปทางเหนือประมาณ ๒  กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๓๕๐๗ กิโลเมตรที่ ๓ เป็นวัดเงียบสงบสร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภายในพระอุโบสถหลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ ค่อนข้างสมบูรณ์ชัดเจน เป็นจิตรกรรมที่มีความงดงาม เขียนราว
พ.ศ. ๒๓๙๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๓
วัดพระนอน   ตั้งอยู่ตำบลพิหารแดง เลยวัดหน่อพุทธางกูรไปเล็กน้อย วัดพระนอนนี้อยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในวัดมี อุทยานมัจฉา อยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด มีปลานานาชนิดชุกชุม ทั้งปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด  ทางวัดประกาศเป็นเขตอภัยทาน ปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ผลและไม้ประดับ บริเวณวัดจึงร่มรื่นสวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ขึ้นหน้าขึ้นตาแห่งหนึ่งของจังหวัด  และยังมีวิหารประดิษฐาน พระพุทธรูปปางไสยาสน์สลักจากหิน มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงายขนาดเท่าคนโบราณยาวประมาณ ๒ เมตร  เป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand
วัดพร้าว  อยู่ที่ตำบลโพธิ์พระยา ติดกับประตูน้ำโพธิ์พระยา เลยวัดพระนอนไปทางเหนือ ห่างจากจังหวัดประมาณ ๙ กิโลเมตร ภายในวัดมีวิหารลักษณะเด่น คือ เลียนแบบสถาปัตยกรรมพม่า หลังคาซ้อนชั้นทรงสูง มีความงดงามแปลกตา เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ด้านหลังวัดยังมีหอไตรกลางน้ำ ตู้พระธรรม สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ บนต้นหว้าหลังวัดเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวแม่ไก่จำนวนนับพันตัวเกาะห้อยหัว ตัวใหญ่เท่าแม่ไก่ สีดำเต็มไปหมด 
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี  ตั้งอยู่บนถนนสุพรรณบุรี-ชัยนาท  (ทางหลวงหมายเลข ๓๔๐)  ตำบลสนามชัย  ภายในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันตกจังหวัดสุพรรณบุรี  ตรงข้ามกับศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี  ประกอบด้วยวิทยาลัยนาฎศิลปสุพรรณบุรี  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี  หอจดหมายเหตุแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี  หอสมุดแห่งชาติ  จังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ  และโรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก  จังหวัดสุพรรณบุรี  ที่จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง  สนองแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ภายในอาคารนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์ ได้จัดแสดงประวัติฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองสุพรรณบุรีในอดีต  พัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรีตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์  ทวารวดี  ลพบุรี  อยุธยา  และสมัยรัตนโกสินทร์  จัดแสดงเหตุการณ์สำคัญครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนะศึกยุทธหัตถีผ่านสื่อโสตทัศนูปกรณ์  จัดแสดงประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมของกลุ่มชนต่างๆ  ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี  รวมถึงประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีในอดีต  ท่านสามารถชมพระพิมโบราณจากกรุวัดที่มีชื่อเสียงต่างๆในเมืองสุพรรณบุรี  พร้อมยังรวบรวมผลงานของศิลปินในสาขาต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นนักร้องลูกทุ่งเพลงพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี  เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ–วันอาทิตย์  เวลา  ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. เว้นวันจันทร์  วันอังคาร  และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (วันปีใหม่และวันสงกรานต์)  ค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๐๐ บาท  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 
โทร. ๐ ๓๕๕๓ ๕๓๓๐
หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร  ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ตั้งอยู่ริมถนนสุพรรณบุรี – ชัยนาท ทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ ตำบลสนามชัย เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรีร่วมกันบริจาคเงินก่อสร้างโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ ดำเนินการออกแบบโดยกรมศิลปากร มีลักษณะเป็นอาคาร ๒ ชั้น ภายในจัดแสดงประวัติและผลงานของ ฯพณฯ บรรหาร  ศิลปอาชา  ตั้งแต่วัยเด็กกระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หอเกียรติยศ ฯ ประกาศจัดตั้งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตแก่เยาวชน
อาคารจัดแสดงชั้นที่ ๑ จำลองบรรยากาศร้าน “ย่ง หยู ฮง” ในตลาดสุพรรณบุรี ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๗ แสดงภาพชีวิตวัยเด็กและหน้าที่รับผิดชอบที่เด็กชายบรรหารในวัย ๑๒ ปี มีต่อครอบครัว  เรื่องราวของนักสู้ชีวิตจากสุพรรณบุรีที่ช่วยพี่ชายทำงานจนกระทั่งภายหลังประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง  จนมีฐานะมั่นคง  การจัดแสดงช่วงเวลาสำคัญต่างๆ ในชีวิตของนายบรรหารก่อนเข้าสู่การเมือง เช่น อุปสมบท สมรส และจัดแสดงผลงานด้านต่างๆ ที่นายบรรหารให้ความช่วยเหลือและพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรี  ชีวิตทางการเมือง รวมทั้งบทบาททางการเมือง
อาคารจัดแสดงชั้นที่ ๒ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายบรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ การจัดแสดงผลงานและนโยบายสำคัญของรัฐบาล ขณะ ฯพณฯ บรรหาร  ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ตลอดจนเกียรติคุณต่างๆ ที่ท่านได้รับ  หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร  ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ เปิดให้บริการวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. ๐ ๓๕๕๓ ๕๑๑๙ - ๒๑  โทรสาร ๐ ๓๕๕๓ ๕๑๒๐
ตลาดโพธิ์พระยา ตั้งอยู่ที่ตำบลโพธิ์พระยา ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ภายหลังจากการสร้างเขื่อนประตูน้ำโพธิ์พระยา สภาพเดิมเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ชาวไทยเชื้อสายจีนได้รวมตัวกันประกอบอาชีพค้าขาย มีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามาแต่อดีต เนื่องจากการติดต่อกับตัวเมืองสุพรรณบุรี จะต้องใช้เส้นทางทางน้ำเป็นทางสัญจร ตลาดโพธิ์พระยาจึงเป็นจุดรวมของผู้คนที่ต้องการเดินทางสัญจรไปมาระหว่างโพธิ์พระยา กับตัวเมืองสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ชาวตลาดโพธิ์พระยาต้องประสบอัคคีภัยเป็นครั้งแรก สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก ทางสุขาภิบาลโพธิ์พระยา จึงได้ดำเนินการก่อสร้างตลาดสดโพธิ์พระยาขึ้นมา เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชน และในเวลาต่อมา ตลาดโพธิ์พระยาก็ได้เกิดอัคคีภัยเป็นครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ส่งผลให้ชาวตลาดโพธิ์พระยาได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างแสนสาหัส อาคารโครงสร้างไม้เดิมได้ถูกเพลิงไหม้เสียหาย จำนวน ๔๑ หลัง ทรัพย์สินมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในพริบตา ปัจจุบันบริเวณที่ดินเดิมได้ดำเนินการพัฒนาก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่ง จำนวน ๘๑ ห้อง
                โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตกจังหวัดสุพรรณบุรี  ตั้งอยู่ริมถนนสุพรรณบุรี-ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข ๓๔๐) ตำบลสนามชัย  ภายในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันตกจังหวัดสุพรรณบุรี  เป็นโรงละครภูมิภาคขนาด  ๘๕๐  ที่นั่ง  ซึ่งกำหนดให้สร้างขึ้นสำหรับภาคตะวันตกของประเทศ  เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการแสดง  ให้บริการทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ ดนตรี  รวมทั้งเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างชาติ  ประจำภาคตะวันตก  มีการจัดการแสดงละครและกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมโดยนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม  ทุกวันเสาร์ที่ ๑, ๒ และ ๓  สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่  โทร. ๐ ๓๕๕๓ ๕๑๑๒ , ๐ ๓๕๔๓ ๕๑๑๖ บัตรเข้าชมราคา  ๔๐  บาท  ๖๐  บาทและ  ๘๐ บาท
                วัดสนามชัย   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕  ตำบลสนามชัย ริมทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ ห่างจากจังหวัดประมาณ  ๒  กิโลเมตร  มีเนื้อที่ประมาณ ๕๗ ไร่ อยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรีฝั่งตะวันออก  จากพงศาวดารเหนือเล่าว่า พระเจ้ากาแต ทรงให้มอญน้องผู้เป็นญาติสร้างขึ้นพร้อมกับบูรณะวัดป่าเลไลยก์ สันนิษฐานว่าสร้างก่อนปีพ.ศ. ๑๗๔๖ พบซากเจดีย์ขนาดใหญ่และกำแพงแก้วพร้อมเจดีย์บริวารเล็กๆทั้งสี่ทิศ   เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๔–๒๕๐๕ กรมศิลปากรขุดแต่งองค์เจดีย์ ภายในกลวง พบอัฐิธาตุป่นปนกับเถ้าถ่านจำนวนมากบรรจุไว้ในองค์เจดีย์ นักโบราณคดีให้ข้อสันนิษฐานและคำอธิบายว่า เจดีย์วัดสนามชัย เป็นเจดีย์ ๑๖ เหลี่ยม  กว้างด้านละ ๔๘ เมตร ยาวด้านละ ๖๒ เมตร  สันนิษฐานจากศิลปะการก่อสร้างว่ามีการสร้างซ้อนกันอย่างน้อย ๒ สมัย  ตั้งแต่สมัยทวารวดี-สมัยอู่ทอง (คือช่วงปลายทวารวดีต่อสมัยอยุธยา) และ สมัยอยุธยา
วัดพระธาตุ หรือ วัดพระธาตุศาลาขาว อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปตามถนนมาลัยแมน (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ) ทางหลวงหมายเลข ๓๒๑ ไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ประมาณหลักกิโลเมตรที่ ๑๔๕-๑๔๖ วัดมหาธาตุตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดสวนแตง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดพระธาตุนอก เพราะลักษณะพระปรางค์คล้ายกับพระปรางค์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุแต่ขนาดย่อมกว่า มีความสูงประมาณ ๒๐-๒๕ เมตร จากสภาพที่หลงเหลือปัจจุบันเป็นพระปรางค์เดี่ยว มีบันไดและซุ้มประตู ยอดพระปรางค์มนกว่ายอดพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งมียอดแหลม แผ่นอิฐมีขนาดเล็ก และสอด้วยปูนหวาน เนื้อหยาบ จากหลักฐานของโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบได้จากพระปรางค์ สันนิษฐานได้ว่า วัดนี้สร้างในราว พ.ศ. ๑๙๖๗-๒๐๓๑ ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) หรือพระบรมไตรโลกนาถ ปัจจุบันพระธาตุอยู่ในสภาพทรุดโทรม

อำเภอดอนเจดีย์
พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์    อยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ ๓๑ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๒ (สุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์) ประกอบด้วย พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารออกศึก และ  องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่าเมื่อเดือนมกราคม ปีพ.ศ.๒๑๓๕  และในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่  โดยสร้างเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง ๖๖ เมตร ฐานกว้างด้านละ ๓๖ เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๐๒ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปี เป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์และถือเป็นวันกองทัพไทย  พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี  เลยจากเจดีย์ไปประมาณ ๑๐๐ เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการะบูชาอยู่เสมอ
โบราณสถานบึงหนองสาหร่าย  อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ ๔๐ กิโลเมตร  เลยพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์    ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๘ ประมาณ ๓ กิโลเมตร เป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่  มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามยุทธหัตถีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า สมเด็จพระนเรศวรทรงเลือกบริเวณหนองสาหร่ายเป็นที่ตั้งทัพเพราะน้ำบริเวณหนองสาหร่ายมีมากพอที่จะให้ทหารจำนวนแสนคน พร้อมช้าง ม้าได้อาศัยเป็นเวลาแรมเดือน  ประกอบกับเป็นชัยภูมิที่ตั้งสูงห่างข้าศึก ปัจจุบันสภาพหนองน้ำตื้นเขินและมีเนื้อที่เหลือที่เป็นหนองน้ำเพียง ๒๙ ไร่   บริเวณโดยรอบมีต้นไม้เรียงรายร่มรื่น 

อำเภอบางปลาม้า
อุทยานมัจฉา วัดป่าพฤกษ์ อยู่ที่ตำบลบ้านแหลม ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๑๗ กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ กิโลเมตรที่ ๘๖ จะเห็นป้ายทางเข้าจากนั้นไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๓๕๑ กิโลเมตรที่ ๑๐ บริเวณหน้าวัดมีฝูงปลาโดยเฉพาะปลายสวาย ปลาเทโพ ปลานิล เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถยืนชม และให้อาหารปลาได้อย่างใกล้ชิดบริเวณริมแม่น้ำซึ่งทางวัดก่อสร้างเป็นเขื่อนทางเท้าริมน้ำยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร 
วัดสวนหงษ์  ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน  ตรงข้ามตลาดบางปลาม้า  เป็นสถานที่แข่งเรือยาวประจำทุกปี  โดยทางเจ้าอาวาสได้มีการเก็บสะสมเรือชนิดต่างๆ  ที่ได้พบเห็นมาไว้ที่วัดเป็นพิพิธภัณฑ์ (ไปทางเดียวกับตลาดเก้าห้อง  จากทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ กิโลเมตรที่ ๘๖ จะเห็นป้ายทางเข้าวัด  เข้าไปประมาณ ๓๐๐ เมตร)
ตลาดเก้าห้อง  ตั้งอยู่ที่หมู่ ๒ เทศบาลตำบลบางปลาม้า  ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ กิโลเมตรที่ ๘๗-๘๘ (เลยแยกเข้าอำเภอบางปลาม้า ไปประมาณ ๑ กิโลเมตร) เข้าไปอีกประมา๒.๔ กิโลเมตร(ทางไปวัดลานดุก) เป็นตลาดเก่าแก่ซึ่งเป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองริมแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือ แม่น้ำท่าจีนเมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีมาแล้ว ตลาดเก้าห้องเป็นตลาดริมน้ำไทย-จีนแบบดั้งเดิม สามารถสัมผัสบรรยากาศได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านเรือนไม้เก่า หรือชีวิตแบบเรียบง่าย การค้าขายสินค้าท้องถิ่น โรงงานขนมเปี๊ยะ ขนมกระหรี่ปั๊ป ขนมถ้วยฟู ขนมจันอับ ข้าวเกรียบว่าวแบบชาวบ้าน โรงพิมพ์ ร้านขายของเก่าโบราณ และยังมี หอดูโจร ในตลาดเก้าห้อง เป็นหอที่ก่ออิฐถือปูนกว้าง ๓x๓ เมตร สูงราว ๔ ตึก ๔ ชั้น สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ เพื่อใช้เป็นที่เฝ้ายามระวังโจรที่คอยจะจ้องเข้ามาปล้นตลาด ชั้นบนเป็นดาดฟ้า แต่ละชั้นฝาผนังเจาะรูโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ นิ้ว เมื่อขึ้นไปบนยอดสุดจะมองเห็นทัศนียภาพทั้งทางบกและทางน้ำของตลาดเก้าห้องได้ทั้งหมด สอบถามข้อมูลเพื่อเติมได้ที่ โทร. ๐ ๓๕๕๘ ๗๐๔๔, ๐๘ ๑๗๐๔ ๒๑๘๓, ๐๘ ๑๗๖๓ ๔๑๓๓ หรือ www.supan.com
การเดินทาง  จากตัวเมืองสุพรรณบุรีมีรถประจำทางสายสุพรรณฯ-เก้าห้อง หน้าโรงหนังฟ้าสยามในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี มาลงที่ตลาดเก้าห้อง ค่าโดยสาร ๑๓ บาท

อำเภอศรีประจันต์
                ตลาดเก่าศรีประจันต์บ้านเจ้าคุณ  เป็นตลาดค้าส่งในอดีตอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี ห่างจากตัวอำเภอเมืองสุพรรณบุรีไปทางทิศเหนือ ๒๐ กิโลเมตร ตลาดแห่งนี้ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประจำปี ๒๕๕๑ รางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม ตัวอาคารเป็นห้องแถวไม้สองชั้น ภายในตัวตลาดมีสถานที่น่าสนใจ คือ บ้านเจ้าคุณ ป.อ.ปยุตโต เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นคนดีศรีประจันต์ และเป็นพระสงฆ์ไทยที่ได้รับการยกย่องเป็นกวีทางศาสนาพุทธและเป็นเพชรน้ำเอกของโลก มีผลงานในการเขียนหนังสือกว่า ๓๐๐ เล่ม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในอดีตบ้านของท่านเคยเป็นร้านขายผ้าซึ่งในปัจจุบันยังคงอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิม  รวมทั้งยังได้เก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนไว้ให้ชมด้วย นอกจากนี้ที่ตลาดศรีประจันต์นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังได้สักการะศาลเจ้าแม่กวนอิม หรือสามารถเช่าเรือล่องแม่น้ำท่าจีนได้ 
การเดินทาง  รถโดยสารประจำทาง สามารถนั่งรถสองแถวสายสุพรรณ-ศรีประจันต์มาลงที่ตลาดศรีประจันต์ได้โดยตรง หรือดูรายละเอียดได้ที่ โทร.๐ ๓๕๕๔ ๘๗๒๒ โทรสาร ๐ ๓๕๔๘ ๒๒๒๐ www.siprachan.com
                หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย เป็นสถานที่รวบรวมวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านภาคกลาง  มีพื้นที่กว่า ๗๐ ไร่ แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ เช่น หมู่บ้านชาวนาแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีลานนวดข้าว คอกควาย โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่  บ้านเรือนไทยภาคกลาง เรือนแต่ละหลังมีกิจกรรมสำหรับผู้สนใจ เช่น เรือนแพทย์แผนไทย การนวดแผนไทย และการใช้สมุนไพร เรือนโหราศาสตร์   มีลานแสดงควาย วันจันทร์-ศุกร์ มีการแสดงรอบ ๑๑.๐๐-๑๑.๓๐ น. และ ๑๕.๐๐–๑๕.๓๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์ การแสดงรอบ ๑๑.๐๐-๑๑.๓๐ น., ๑๔.๓๐–๑๕.๐๐ น. และ ๑๖.๐๐–๑๖.๓๐ น. ด้านหน้าทางเข้ามีร้านขายสินค้าที่ระลึกของบ้านควายสำหรับนักท่องเที่ยว  บ้านควายเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๑๘.๐๐ น. ค่าเข้าชมชาวไทย ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่  ๑๕๐ บาท เด็ก ๑๐๐ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. ๐ ๒๒๗๐ ๐๓๙๕-๗  สำนักงานสุพรรณบุรี
โทร ๐ ๓๕๕๘ ๒๕๙๑, ๐ ๓๕๕๘ ๑๖๖๘  โทรสาร ๐ ๓๕๕๘ ๑๖๗๖ หรือ www.buffalovillages.com
การเดินทาง  หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ (สุพรรณบุรี-ชัยนาท) กิโลเมตรที่ ๑๑๕-๑๑๖ มีป้ายบอกอยู่ด้านขวามือ
วัดบ้านกร่าง  เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุร่วม ๔๐๐ ปี  เป็นวัดที่มีกรุพระขุนแผนบ้านกร่าง เป็นเนื้อดินเผาศิลปะอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราช เมื่อตอนยกทัพกลับผ่านอำเภอศรีประจันต์ ได้พักทัพริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ทรงรับสั่งให้ทหารสร้างพระเครื่องซึ่งเล่ากันว่า เป็นจำนวนถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ บรรจุในกรุวัดบ้านกร่าง เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารที่เสียชีวิต พระพิมพ์บ้านกร่างคู่เป็นพระที่มีความหมายมาก   ในการสร้างพระครั้งนี้แม่พิมพ์แกะเป็นสององค์คู่กัน โดยสมมติให้เป็นองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ พระรูปแบบนี้หายากในกรุอื่นๆ ทั่วประเทศไทย   สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่
                    พระอุโบสถและวิหาร เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ภายในประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ ศิลปะสมัยอู่ทอง ใบเสมาที่เรียงรายรอบพระอุโบสถมีที่มาจากการนำพระวัดกร่างพิมพ์ทรงพลใหญ่มาจำลองให้มีขนาดเท่าใบเสมา  ใบเสมาของวัดนี้จึงมีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนวัดใด ส่วนวิหารมีอายุราว ๔๕๐ ปี ประดิษฐานหลวงพ่อแก้วและพระประธานภายในวิหาร  
มณฑป อยู่ถัดจากวิหารประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๖ ด้านหลังวิหาร ประดิษฐาน เจดีย์ ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ จากองค์เดิมที่สร้างในสมัยอยุธยาซึ่งชำรุด ความสูงจากฐานถึงยอดเจดีย์ราว ๕.๗๐ เมตร สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระเครื่องตระกูลวัดบ้านกร่าง(พระขุนแผน) และภายในพระเจดีย์ เคยพบพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์จำนวน ๒๐–๓๐ องค์ และพระเครื่องซึ่งมีลักษณะเป็นแก้วสีเขียว
บริเวณริมแม่น้ำประดิษฐาน เจดีย์กลางน้ำ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีอายุราว ๑๕๐ ปี มีลักษณะย่อมุมไม้สิบสองแต่เดิมองค์พระเจดีย์ตั้งอยู่กลางแม่น้ำท่าจีน สร้างขึ้นไว้สำหรับคนทั่วไปสักการะบูชาในวันลอยกระทง แต่เนื่องจากกระแสน้ำเปลี่ยนทิศ เป็นเหตุให้พระเจดีย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จทรงนมัสการเจดีย์กลางน้ำองค์นี้ คราวเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรีเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ และตั้งพลับพลาที่ตำบลบ้านกร่าง
บริเวณหน้าวัดริมแม่น้ำมีปลาอาศัยจำนวนมาก ทางวัดสร้างแพหลังคาทรงไทยขนาดใหญ่ให้ผู้มาเที่ยวชมสามารถทำบุญเลี้ยงปลา นับเป็นอุทยานมัจฉาแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี  นอกจากนี้จะสังเกตเห็นเรือนแถวหน้าทางเข้าวัดบ้านกร่าง เป็นเรือนแถวไม้สองชั้น แบบโบราณ บรรยากาศเงียบสงบ สะท้อนความเป็นอยู่เรียบง่ายแบบดั้งเดิมของผู้คนแถวนี้
การเดินทาง จากทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ ผ่านอำเภอศรีประจันต์ เข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๘ กิโลเมตรที่ ๑๔–๑๕ ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี(แม่น้ำท่าจีน) คนละฝั่งกับที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ ห่างจากจังหวัดประมาณ ๒๐ กิโลเมตร
สวนพืชไร้ดิน  (Soilless  Culture  Center)  ตั้งอยู่หมู่ที่  ๖  ตำบลวังน้ำซับ  ริมถนนกรุงเทพฯ – สุพรรณบุรี – ชัยนาท  (ทางหลวงหมายเลข  ๓๔๐)  สวนพืชไร้ดินมีเนื้อที่  ๒๐๐  ไร่  ปลูกพืชผักตามฤดูและผักเมืองหนาวด้วยวิธีไม่ใช้ดิน   โดยปลูกบนแผ่นฟองน้ำ  ทราย  กรวด  ขี้เลื่อยหรือในสารละลายธาตุอาหารแทน  ปราศจากศัตรูพืชวัชพืช  และสารป้องกันโรคพืช  ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ นับเป็นนวัตกรรมความคิดริเริ่มใหม่ที่มุ่งพัฒนาด้านเกษตรกรรมของไทยสิ่งที่น่าสนใจภายในสวนพืชไร้ดิน ได้แก่ สวนพืชไร้ดินที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  บนเนื้อที่  ๒๐๐  ไร่   แปลงพืชไร้ดินที่ยาวที่สุดในโลก  ๗๒  เมตร (เฉลิมพระเกียรติในวโรกาส  ๗๒  พรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ)  บ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาเศรษฐกิจหลากหลายพันธุ์    ผักไร้สารพิษ  ๑๐๐ % สดจากฟาร์ม  สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์  (OTOP)  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม  ติดต่อที่สวนพืชไร้ดิน สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. ๐ ๒๔๓๕ ๐๔๐๐-๑๑  สุพรรณบุรี
โทร. ๐ ๓๕๕๖ ๑๐๐๐, ๐๘ ๖๓๙๙ ๔๕๔๕  เปิดให้เข้าชมทุกวัน  ตั้งแต่เวลา  ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น.  (มีวิทยากรนำชม)

อำเภอสามชุก

                ตลาดร้อยปีสามชุก  ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข  ๓๔๐  แยกเข้าอำเภอสามชุก  อยู่ริมแม่น้ำท่าจีนติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุก  เป็นชุมชนชาวจีนเก่าแก่ที่ยังคงสภาพบ้านเรือน  และตลาดแบบดั้งเดิม  สิ่งที่น่าสนใจได้แก่อาคารพิพิธภัณฑ์ขุนจำนงค์  เป็นอาคารไม้โบราณขนาด  ๓  ชั้น  ซึ่งท่านเจ้าสัวเจ้าของตลาดมอบให้เป็นแหล่งรวบรวมภาพถ่ายวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยก่อน  ร้านถ่ายรูปโบราณที่ยังมีกล้องถ่ายภาพเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีให้บริการ  ร้านขายยาสมุนไพร  และเพลิดเพลินกับขนม  อาหารพื้นเมือง  และกาแฟโบราณที่ยังใช้เครื่องคั่วกาแฟแบบดั้งเดิมบริเวณริมน้ำ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๕๐ ๔๔๙๘ 
วัดสามชุก  ตั้งอยู่ที่หมู่  ๑  เลขที่  ๓  ตำบลสามชุก  มีพื้นที่  ๒๐  ไร่  อยู่เหนือที่ว่าการจังหวัดสุพรรณบุรี  ๓๔  กิโลเมตร  ห่างจากถนนสุพรรณบุรี  - ชัยนาท  ๖๐๐  เมตร  เป็นวัดเก่าแก่โบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใดมีสิ่งที่เป็นหลักฐานว่าเป็นวัดเก่า  คือ รอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานในมณฑป  กรมศิลปากรได้จดทะเบียนเป็นวัตถุโบราณ   พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานในมณฑปเป็นพระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยา  ปัจจุบันปฏิสังขรณ์และนำมาประดิษฐานเป็นพระประธานบนศาลาการเปรียญ  และยังมีหงส์สัมฤทธิ์  ๑  คู่  อดีตตั้งอยู่หน้ามณฑป  ปัจจุบันอยู่ที่หอสวดมนต์ ๑ ตัวและที่กุฏิพิพิธภัณฑ์ ๑ ตัว บริเวณหอสวดมนต์ประดิษฐานหลวงพ่อธรรมจักร พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง  ชาวบ้านนิยมมาสักการะบูชาเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่กับวัดมาช้านาน  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 
โทร.  ๐ ๓๕๕๗ ๑๗๙๑, ๐ ๓๕๕๗ ๒๗๕๕ เปิดให้เข้าชม ๐๙.๐๐-๑๘.๐๐ น.
วัดลาดสิงห์  ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านสระ  ริมถนนเลียบคลองชลประทาน  ที่แยกจากทางหลวงหมายเลข  ๓๐๓๘  ประมาณ  ๗  กิโลเมตร  ระหว่างอำเภอดอนเจดีย์และอำเภอศรีประจันต์  เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อ  “วัดราชสิงห์”  มีคำเล่าสืบทอดกันมาว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างวัดนี้ขึ้นมาภายหลังจากที่ประสบชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีและทรงทราบข่าวว่า  พระสุพรรณกัลยาที่เป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองพม่าถูกประหารชีวิต  เป็นการล้างแค้นที่พระมหาอุปราชสิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าว  พระองค์จึงทรงสร้างวัดเพื่ออุทิศพระกุศลให้แด่พระสุพรรณกัลยา  ปัจจุบันวัดยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์ ที่กล่าวถึงคือ  “หลวงพ่อดำ”  พระพุทธรูปศิลาแลง  ปางสะดุ้งมาร  (มารวิชัย)  เกตุบัวตูม  อายุประมาณ  ๕๐๐  ปี  ภายในบริเวณเป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์  ๓  พระองค์  อันได้แก่  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเอกาทศรถ  และพระสุพรรณกัลยา  ให้ประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

               บึงระหาร  อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ  ๓๘  กิโลเมตร  เป็นบึงขนาดใหญ่  มีถนนรอบบึงมีร้านอาหารและศาลาสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

อำเภอเดิมบางนางบวช

                วัดเขาขึ้น หรือ วัดเขานางบวช (วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ) ห่างจากจังหวัดประมาณ ๕๑ กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ กิโลเมตรที่ ๑๓๘–๑๓๙  มีทางลาดยางขึ้นไปจนถึงวัดซึ่งตั้งอยู่บนเขานางบวช หรือจะเดินขึ้นบันได ๒๔๙ ขั้น ไปจนถึงยอดเขาก็ได้    พระอาจารย์ธรรมโชติเป็นพระที่มีความสำคัญในศึกชาวบ้านบางระจัน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านเครื่องรางของขลัง   ชาวบ้านบางระจันจึงนิมนต์ไปเป็นขวัญและกำลังใจในการสู้รบกับพม่า  ภายในวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ด้านนอกวิหารจะเห็น เจดีย์หินแผ่น เป็นหินแผ่นบางๆ วางซ้อนเป็นรูปเจดีย์ขนาดไม่สูงมากตั้งอยู่ติดกับวิหาร  ในโบสถ์หลังใหม่มีรูปปั้นอาจารย์ธรรมโชติ    เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาสามารถชมทิวทัศน์อันสวยงามของอำเภอเดิมบางนางบวชได้อย่างทั่วถึง
วัดหัวเขา  ตั้งอยู่หมู่ ๒ ตำบลหัวเขา ในตัวอำเภอเดิมบางนางบวช  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๖๐ กิโลเมตร  ผ่านเข้าตัวอำเภอเดิมบางนางบวช แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๓๕๐ ประมาณกิโลเมตรที่ ๒-๓  เมื่อถึงวัดหัวเขาจะเห็นบันไดขึ้น-ลงเขาทำด้วยคอนกรีตจำนวนรวม ๒๑๒ ขั้น  ทุกปีทางวัดจะจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว  ซึ่งเป็นพิธีทำบุญของชาวไทยในเทศกาลออกพรรษา  งานเริ่มหลังจากวันออกพรรษา ๑ วัน คือ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ มีผู้คนมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก
วัดเดิมบาง ห่างจากจังหวัดประมาณ ๕๕ กิโลเมตร  สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ ธรรมาสน์ที่สร้างโดยช่างชาวจีน  เป็นศิลปะไทยผสมจีน สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๕๘  สร้างเสร็จพ.ศ. ๒๔๖๖  ปัจจุบันเก็บไว้บนศาลาการเปรียญ นอกจากนั้นที่หอสวดมนต์ยังเก็บของมีค่าของวัดไว้ ๓ ชิ้น ได้แก่ ฝาบาตรมุก ตาลปัตร และปิ่นโต ซึ่งรัชกาลที่ ๕ พระราชทานแก่วัด ทางวัดเก็บรักษาไว้อยู่ในสภาพดี และยังมีมณฑปและหอระฆังที่ก่อสร้างอย่างประณีตสวยงาม ส่วนภายในพระอุโบสถที่บูรณะใหม่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสภาพสมบูรณ์
บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๒,๗๐๐ ไร่  อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองสุพรรณประมาณ ๖๔ กิโลเมตร  บึงฉวากมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทและอำเภอเดิมบางนางบวช  จังหวัดสุพรรณบุรี  ส่วนที่อยู่ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชมีพื้นที่ประมาณ ๑,๗๐๐ ไร่  บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่ามาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๖ และในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี   เนื่องจากความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีในบึง   ลักษณะที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ คือ พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม น้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้าง ทั้งที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วมถาวรและชั่วคราว  ทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล แหล่งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลและทะเลในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดต่ำสุด น้ำลึกไม่เกิน ๖ เมตร ซึ่งบึงฉวากเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว คือเป็นบึงน้ำจืดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  มีความลึกเฉลี่ยประมาณ ๑–๓ เมตร   พื้นที่บึงฉวากอยู่ในความดูแลของหน่วยราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรม เป็นต้น
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา  เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พัฒนาบึงฉวากเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ และมีการสร้างสวนสัตว์ อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำอุทยานผักพื้นบ้าน เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์มีความหลากหลาย ภายในบึงฉวากมีบริการนวดแผนไทย และเรือเร็วบริการอีกด้วย
ริมบึงฉวากมีบรรยากาศร่มรื่น ลมพัดเย็นสบายตลอด ในบริเวณบึงเต็มไปด้วยดอกบัวสีแดงและชมพู ในช่วงตอนเช้าบัวจะบานสวยงาม นกเป็ดแดงฝูงใหญ่จับกลุ่มอยู่ตามกอบัวในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมและนกจะทยอยกลับในช่วงเดือนเมษายน  มีศาลาสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน มีบริการขี่จักรยานน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถขออนุญาตกางเต็นท์พักแรมริมบึง  ปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาบึงฉวากให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่ในความดูแลเช่น
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นหน่วยงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี  ภายในอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำรวบรวมพันธุ์ปลาน้ำจืด ปลาสวยงามและพันธุ์ปลาหายากเอาไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา แบ่งเป็น ๓ อาคาร 
                อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่  ๑จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำเค็ม  ทั้งพันธุ์ปลาไทย  และพันธุ์ปลาต่างประเทศกว่า  ๕๐  ชนิดเช่น  ปลาบึก  ปลากระโห้   ปลาม้า  ปลากราย ปลาช่อนงูเห่า  ปลาเสือตอ  เป็นต้น อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่  ๒  ประกอบด้วยตู้ปลาขนาดใหญ่สวยงามบรรจุน้ำได้กว่า   ๔๐๐  ลูกบาศก์เมตร  และมีอุโมงค์ความยาวประมาณ  ๘.๕  เมตร  ผู้ชมสามารถเดินลอดผ่านใต้ตู้ปลาได้บรรยากาศเหมือนอยู่ใกล้สัตว์น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรกของประเทศไทย  มีนักประดาน้ำหญิงสาธิตการให้อาหารปลา  นอกจากนั้นโดยรอบยังมีตู้ปลาน้ำจืดอีก  ๓๐  ตู้  และตู้ปลาทะเลสวยงามอีก ๗ ตู้  การแสดงตู้ปลาใหญ่มีเฉพาะในวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ มี ๔ รอบ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๓๐-๑๖.๐๐ น.  สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ  เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ  ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท เด็ก ๑๐ บาท วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา ๐๘.๓๐–๑๗.๐๐ น. วันเสาร์ - อาทิตย์  เปิดเวลา ๐๘.๓๐–๑๘.๐๐ น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
โทร. ๐ ๓๕๔๓ ๐๐๔๓-๔, ๐ ๓๕๔๓ ๐๐๓๓
อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ ๓ (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลมากมายหลายชนิดให้ได้ชมกัน มีตู้ปลาขนาดใหญ่ และตู้ปลารูปทรงแปลกตา เพื่อคอยบริการนักท่องเที่ยวให้ได้ชื่นชมกับความสวยงาม และบรรยากาศของโลกใต้ท้องทะเล รวมทั้งตื่นตาตื่นใจกับอุโมงค์ปลา และบันไดเลื่อน ขนาดความยาว ๗๕ เมตร เพื่อให้ได้ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งบ้านของเจ้าแห่งท้องทะเล หรือ ปลาฉลาม อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ ๓ (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ  ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๑๘๐ บาท เด็ก ๕๐ บาท   วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา ๐๘.๓๐–๑๗.๐๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์  เปิดเวลา ๐๘.๓๐–๑๘.๐๐ น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. ๐ ๓๕๔๓ ๐๐๔๓-๔, ๐ ๓๕๔๓ ๐๐๓๓
                 เวทีริมบึง มีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของนักเรียน นักศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรี นำการแสดงศิลปะพื้นบ้านที่หาดูได้ยากมาให้ชมในช่วงวันหยุดเทศกาล
บ่อจระเข้น้ำจืด  เป็นบ่อจระเข้ที่ได้จำลองให้มีสภาพใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด  พื้นที่ประมาณ ๓ ไร่  มีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยขนาด  ๑.๕–๔.๐  เมตร  ประมาณ  ๖๐  ตัว ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นความเป็นอยู่แบบธรรมชาติของจระเข้และสามารถเข้าชมอย่างใกล้ชิด  มีการแสดงจระเข้วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์  รอบ ๑๑.๐๐ น., ๑๒.๓๐ น., ๑๔.๐๐ น. และ ๑๕.๓๐ น.
ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก สร้างขึ้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ ๕๐ ประกอบไปด้วย
อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ  การดูนก สภาพทางภูมิศาสตร์  ประวัติความเป็นมาของบึงฉวาก มีตู้จำลองระบบนิเวศ  ห้องฉายสไลด์วิดีทัศน์  ด้านนอกอาคารมี กรงเลี้ยงนก ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ  ๕  ไร่  สูง  ๒๕  เมตร  ภายในกรงได้รับการตกแต่งให้ดูคล้ายสภาพธรรมชาติ  ประกอบด้วยนกกว่า ๔๕ ชนิด   ที่น่าสนใจได้แก่  นกกาบบัว  นกเป็ดแดง  ไก่ฟ้าพญาลอ  และไก่ฟ้าสีทอง  ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นไก่ฟ้าที่มีความสวยงามที่สุดในโลก  มีการจำลองน้ำตกขนาดเล็กเอาไว้ภายในกรง  ผู้เข้าชมจะเดินตามทางเดินที่จัดไว้และได้สัมผัสใกล้ชิดกับนกต่างๆ ที่ปล่อยให้มีชีวิตอยูในสภาพแบบธรรมชาติเดินผ่านหน้าเราไป   หากเดินถัดไปจากกรงนก จะเป็นกรงเสือขนาดใหญ่  กรงเสือขนาดเล็ก มีเสือชนิดต่างๆให้ชมและที่พิเศษคือ มีลูกเสือดูดนมหมู และสัตว์สวยงามอีกหลายชนิด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ ๐๘.๐๐–๑๖.๓๐ น. เสาร์-อาทิตย์ ๐๘.๐๐–๑๘.๐๐ น.
โทร. ๐ ๓๕๔๓ ๙๒๐๖,  ๐ ๓๕๔๓ ๙๒๑๐ สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก โทร. ๐ ๓๕๔๓ ๐๐๘๘
กรงเสือและสิงโต  ลักษณะภายในตกแต่งเป็นถ้ำและเนินหินให้ดูคล้ายสภาพธรรมชาติ  ซึ่งเป็นกรงเลี้ยงสัตว์ป่าตระกูลแมว  อันได้แก่  สิงโต  เสือโคร่ง  เสือลายเมฆ  เสือดาว  แมวดาว  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีกรงสัตว์ป่าหายากอีกหลายประเภทที่จัดแสดงไว้  เช่น  นกน้ำ  นกยูงและไก่ฟ้าชนิดต่างๆ  ม้าลาย  อูฐ  และนกกระจอกเทศ  เป็นต้น  สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก โทร. ๐ ๓๕๔๘ ๑๒๕๐ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก โทร. ๐ ๓๕๔๓ ๐๐๘๘
เกาะกระต่าย พื้นที่คล้ายเกาะ สร้างเป็นที่พักของกระต่าย ๒ สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์เจอร์ซี่ วูลลี่ และสายพันธุ์แองโกร่า ที่มีความน่ารักและสวยงาม รวมทั้งยังมีกวางดาว เน้อทราย และจากสาเหตุที่เป็นเกาะมีพื้นที่น้ำล้อมรอบ จึงเลี้ยงปลาไว้ในกระชังอีกจำนวนมาก เพื่อให้ผู้คนได้พักผ่อนอีกประเภทหนึ่ง โดยการให้อาหาร เช่น ปลาทอง ปลาคาร์ฟ ปลาสวายเผือก ฯลฯ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา  ๐๘.๐๐–๑๖.๓๐ น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๘.๐๐–๑๘.๐๐ น.
ศูนย์จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ อาคารสองชั้นติดกรงนกขนาดใหญ่ รวบรวมสินค้าทั้งของกินและของใช้จากจังหวัดสุพรรณบุรีมาไว้ที่นี่ นอกจากจะแสดงสินค้าภายในจังหวัดแล้ว ยังรวบรวมสินค้าจากจังหวัดใกล้เคียงมาไว้ในอาคารนี้อีกด้วย
โรงสีชุมชน สถานที่รับรองผลผลิตของเกษตรกรชาวนาที่ปลูกข้าวปลอดสารพิษ นำผลผลิตที่ได้มาส่งให้โรงสีขนาด ๕ ก.ก. ต่อชั่วโมง เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารปลอดสารพิษบึงฉวาก ออกจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมของเกษตรกร และอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค
อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ   เฉลิมพระเกียรติบึงฉวาก  อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร
จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนทั่วไปเห็นคุณค่าและอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน  โดยรวบรวมผักพื้นบ้านจากทั่วภูมิภาคของประเทศไทยกว่า  ๕๐๐ ชนิด  มาปลูกไว้ในบริเวณเกาะกลางบึงฉวาก  มีทั้งสมุนไพร ไม้ยืนต้น ไม้เลื้อย  ไม้ล้มลุก  และไม้ชื้นแฉะที่น่าสนใจได้แก่  น้ำเต้าสี่เหลี่ยม  บวบหอมขนาดใหญ่  อุโมงค์น้ำพุ  และการจัดสวนไม้ประดับด้วยผักพื้นบ้าน  นอกจากนั้นยังมีโรงปลูกพืชระบบระเหยน้ำ  และสาธิตการปลูกพืชไร้ดินจัดแสดงให้ชมด้วย  และมีห้องสมุดบริการคอมพิวเตอร์สำหรับค้นคว้าข้อมูลพันธุ์ผักต่างๆ ห้องนิทรรศการแสดงผลผลิตทางการเกษตร ศูนย์บริการท่องเที่ยวเกษตรอุทยานผักพื้นบ้านฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๘.๐๐ น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. ๐๘ ๑๙๔๘  ๙๒๑๔, ๐๘ ๙๘๓๖ ๑๓๕๘ โทร.  ๐ ๓๕๔๓ ๐๐๑๑
หรือ สำนักงานเกษตร อำเภอเดิมบางนางบวช โทร. ๐ ๓๕๕๔ ๕๔๕๐, ๐ ๓๕๕๕ ๕๔๕๕
การเดินทาง จากถนนสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข ๓๔๐) เมื่อถึงอำเภอเดิมบางนางบวช สามารถเข้าไปได้ ๒ ทาง คือ เมื่อถึงสี่แยกทางเข้าตัวอำเภอเดิมบางนางบวช เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ตรงไปจนพบสามแยกตัดกับถนนเลียบคลองชลประทาน  ให้เลี้ยวขวาไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน
กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองจกลวดลายโบราณลาวซี่-ลาวครั่งอีกเส้นทางหนึ่งไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ หลักกิโลเมตรที่ ๑๔๗ ด้านซ้ายมือจะเห็นโรงเรียนวัดเดิมบางนางบวช ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยข้างโรงเรียน ข้ามแม่น้ำแล้วตรงไปเรื่อยๆ เมื่อถึงสามแยกตัดกับถนนเลียบคลองชลประทานให้เลี้ยวขวาไปตามถนน จนพบสะพานข้ามคลองชลประทานด้านซ้ายมือ ให้เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานแล้วตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นบึงฉวาก
                ตำนานผ้าทอโบราณ จก ขิด ลาวซี่ ลาวครั่ง  ลาวซี่ ลาวครั่ง เป็นชนชนชาติไทยที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ส่วนหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตำบลป่าสะแก ตำบลบ่อกรุ และตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง โดยเฉพาะวัฒนธรรมการแต่งกายที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คือ ผ้าฝ้าย ที่ทอด้วยมือ ย้อมสีจากธรรมชาติ มีการตัดเย็บผ้าด้วยมือ ทอไว้ใช้กันในครัวเรือนเป็นผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าขาวม้า ผ้าโพกหัวนาค ผ้าพื้น หมอนหนุน หมอนท้าว ผ้าบังหน้ามุ้ง มุ้ง ผ้าขาวม้า ๕ สี
ตำนานทุ่งบ้านก้านเหลือง จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ เล่ากันว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนบริเวณที่ตั้งบ้านเรือนนี้ เดิมทีมีบ่อน้ำใหญ่มีต้นไม้ใหญ่ที่มีชื่อว่าต้นก้านเหลืองอยู่กลางทุ่ง จึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า บ้านทุ่งก้านเหลือง ซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นลาวซี่ ลาวครั่ง หมู่บ้านนี้น่าจะตั้งมากว่า ๒๐๐ ปี โดยประมาณ ปัจจุบันบ้านทุ่งก้านเหลืองมีถนน รพช. ผ่านไปตำบลป่าสะแก ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ มีวัดอยู่ ๑ แห่ง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ ชื่อวัดขวางเวฬุวัน โดยส่วนใหญ่ประชากรมีอาชีพทำนา ทำไร่อ้อย เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย และประกอบอาชีพรอง ได้แก่ ทอผ้า ย้อมผ้า เย็บผ้า ปลูกคราม เป็นต้น
การรวมกลุ่มจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ เริ่มจัดตั้งที่ทำการกลุ่มเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน แหล่งให้บริการฝึกอบรมและศึกษาดูงานแก่ผู้ที่สนใจ แหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ ฟื้นฟูการผลิตผ้าโบราณ แหล่งประชาสัมพันธ์ และสืบสานวัฒนธรรมลาวซี่ ลาวครั่ง และแหล่งฝึกอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และผู้สูงอายุได้มีงานทำ
กลุ่มทอผ้าลวดลายโบราณลาวซี่–ลาวครั่ง  ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าไปท่องเที่ยวชมตำบลป่าสะแก  ดูเรือเก่าแก่โบราณอายุ  ๑๐๐-๑๒๐ ปี  ไหว้รอยพระพุทธธาตุเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดดอนมะเกลือ  ออกจากวัดดอนมะเกลือไปดูผ้าทอแบบเก่าแก่โบราณอายุประมาณ ๑๐๐–๑๕๐  ปี  ดูวิธีการทอผ้าแบบดั้งเดิมจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษสืบทอดไว้ให้ซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในจังหวัดสุพรรณบุรีที่กลุ่มทอผ้าลวดลาย
โบราณลาวซี่–ลาวครั่ง  ชมการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน  ขึ้น  ๓  ค่ำ  เดือน  ๓  จะทำพิธีสู่ขวัญข้าว  คือนำข้าวเปลือกจากท้องนามาเข้ายุ้ง  เพื่อนำมาเก็บไว้ก่อนออกนำไปจำหน่าย  ต้องทำพิธีสู่ขวัญข้าวก่อนเรียกขวัญข้าว  ไหว้แม่พระโพสพ
ที่ทำการบ้านเลขที่  ๒๕/๑  หมู่  ๕  (บ้านทุ่งก้านเหลือง)  ตำบลป่าสะแก  อำเภอเดิมบางนางบวช  จังหวัดสุพรรณบุรี  ๗๒๑๒๐   ภายใต้การนำโดย  นางสมจิตร  ภาเรือง  โทร. ๐๘ ๙๙๒๖ ๒๘๖๔
วัดขวางเวฬุวัน  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณในสมัยทวารวดี  หรือเมืองนเรศ  (ภาษาท้องถิ่น)  อายุประมาณ  ๔๐๐  ปี  เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์  อิฐโบราณ เป็นบ้านเกิดของนักร้องชื่อดัง  คือ  สายัณห์  สัญญา  แหล่งกำเนิดของสามเสือสุพรรณ  คือ  เสือดำ  นามสกุล  สะราคำ  เสือใบ  เสือฝ้าย

อำเภออู่ทอง

                พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง  ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ติดกับที่ว่าการอำเภออู่ทองและโรงเรียนอู่ทองศึกษาลัย  เป็นสถานที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุในสมัยต่างๆ ที่ขุดค้นพบ  แสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคต่างๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี  แบ่งออกเป็น ๒ อาคาร คือ อาคารที่ ๑ จัดแสดงการค้นพบเมืองอู่ทองสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยวัฒนธรรมทวารวดี  พระพุทธรูปสมัยทวารวดี  อาคารที่ ๒ จัดแสดงห้องชาติพันธุ์วิทยาและลูกปัดที่ค้นพบในเมืองอู่ทองตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยทวารวดี  ส่วนลานกลางแจ้งสร้างเป็นเรือนแบบลาวโซ่ง จัดแสดงวัฒนธรรมประเพณี การแต่งกาย เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวลาวโซ่ง พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย ๓๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๑๕๐ บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐ ๓๕๕๕ ๑๐๔๐, ๐ ๓๕๕๕ ๑๐๒๑
วันเขาพระศรีสรรเพชญาราม  เดิมชื่อ วัดเขาพระ  ห่างจากจังหวัดประมาณ ๓๔ กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ในตัวอำเภออู่ทอง ใกล้หอนาฬิกาบรรหาร-แจ่มใส เข้าซอยไปประมาณ ๒ กิโลเมตร  เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าตั้งแต่สมัยทวารวดี เพราะมีโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น  พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซึ่งสลักจากเนื้อหิน เทวรูปจักรนารายณ์เนื้อหิน บนยอดเขาพบซากเจดีย์อยุธยา ๑ องค์ และยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองแกะสลักด้วยหินเขียวธรรมชาติ ประดิษฐานไว้ในมณฑปบนยอดเขาอีกด้วย  ทุกปีมีงานนมัสการพระพุทธไสยาสน์ ๒ ครั้ง คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ กับวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำ เดือน ๕นอกจากนี้ยังมี นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเขาพระ
วนอุทยานพุม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลจระเข้สามพัน ห่างจากจังหวัดประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๑ กิโลเมตรที่ ๑๒๘–๑๒๙ แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๓๔๒ ไป ๕๐๐ เมตร จะเห็นทางเข้าวนอุทยานพุม่วงทางขวามือ      วนอุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ ๑,๗๒๕ ไร่   สภาพพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณสลับกับป่าไผ่รวก ภายในวนอุทยานมีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่
เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง ๑.๕ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางเดินจะเห็นไม้เบญจพรรณจำพวกไม้มะค่า  ไผ่ จันทน์กะพ้อ จันทน์ผา
คอกช้างดินสมัยทวารวดี อยู่ไม่ไกลจากที่ทำการ อายุราว ๑,๕๐๐ ปี  จำนวน ๓ คอก มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่   
ฐานวิหารศิลาแลงสมัยทวารวดี สันนิษฐานว่าใช้เป็นที่สำหรับกษัตริย์ทำพิธีบวงสรวงสังเวยเพื่อคล้องช้างป่า  
น้ำตกพุม่วง ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน มีทั้งหมด ๕ ชั้น ตลอดเส้นทางที่น้ำตกไหลผ่าน จะผ่านจุดที่น่าสนใจ คือ คอกช้างดินและฐานศิลาแลง หากขึ้นไปบนเทือกเขาพระจะเห็นพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่น จันทน์กะพ้อ และปรงเผือก มี ลานหิน ที่มีก้อนหินน้อยใหญ่วางสลับกัน บางแห่งก็รวมกันเป็นเชิงชั้น มีต้นปรงขึ้นสลับ  เป็นป่าใกล้เมืองที่หาได้ยากแห่งหนึ่ง
หากต้องการพักค้างแรมควรติดต่อขออนุญาตล่วงหน้าและเตรียมอาหารไปเอง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วนอุทยานพุม่วง ตำบลจระเข้สามพัน  อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ๗๒๑๖๐  โทร. ๐๘ ๑๙๔๓ ๕๑๘๘
วัดเขาดีสลัก   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลดอนคา ห่างจากอำเภออู่ทอง ๘ กิโลเมตร ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา   ให้กรมศิลปากรมาพิสูจน์รอยพระพุทธบาท สรุปได้ว่าเป็นสมัยใกล้เคียงกับพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี เลยให้มีการสร้างมณฑปบนยอดเขาและสร้างถนนขึ้นเขา พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสร็จใช้เวลา ๕ ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินไปเปิดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒  สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ รอยพระพุทธบาทจำลองสลักบนแผ่นหินทรายสีแดง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  สลักเป็นรูปนูนต่ำ  ลายกลีบบัวโดยรอบพระบาท  ปลายนิ้วพระบาทยาวไม่เสมอกัน ข้อนิ้วพระบาทมี ๒ ข้อ โดยข้อนิ้วพระบาทข้อแรกทำลายขมวดเป็นรูปก้นหอยตามคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะหรือมหาปริสลักขณะ ดังที่พรรณนาไว้ในปฐมสมโพธิกถาฉบับภาษาบาลี รวมทั้งในคัมภีร์ลิลิตวิสูตรฉบับภาษาสันสกฤต ข้อนิ้วที่ ๒ ทำเป็นลายก้นขดหรือใบไม้ม้วนลักษณะคล้ายกับลวดลายพันธุ์พฤกษาซึ่งนิยมในศิลปะแบบทวารวดี ซึ่งจะเห็นได้จากลวดลายปูนปั้นประดับ ศาสนสถานหรือลวดลายประดับประติมากรรม อันเนื่องในพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี  บริเวณฝ่าพระบาททำเป็นรูปธรรมจักรขนาดเล็กมีกงล้อธรรมจักรจำนวน ๑๖ ซี่ อยู่กลางฝ่าเท้าและรายล้อมด้วยภาพสลักรูปมงคล ๑๐๘ ประการ อยู่ในกรอบวงกลม มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบที่อื่น คือ รอยพระพุทธบาทนูน ขนาดกว้างประมาณ ๖๕.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๔๑.๕ เซนติเมตร  อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖  มีทางรถขึ้นไปชมรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา ระยะทาง ๒ กิโลเมตร  ทางวัดปรับปรุงภูมิทัศน์บนยอดเขา มองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามในเขตอำเภออู่ทองโดยรอบ   นอกจากนี้ยังพบโพรงหินภายในมีพระพุทธรูป  และโบราณวัตถุต่างๆ อีกหลายชนิด 
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี  (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)  ตั้งอยู่ตำบลพลับพลาไชย ริเริ่มโดย ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา  ซึ่งได้ไปดูงานที่จังหวัดอุดรธานี เห็นศูนย์พันธ์พืชเพาะเลี้ยงที่นั่นดีมาก จึงนำมาพัฒนาสร้างศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง บนเนื้อที่ ๒๐๐ ไร่  เป็นศูนย์จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนางานด้านพันธุ์พืชและฝึกอาชีพการเกษตร  ทั้งในด้านการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ  การอนุบาล  และการขยายเพิ่มปริมาณการกระจายพันธุ์  การปลูก  การส่งเสริม  และการฝึกอบรมวิทยาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  ภายในศูนย์มีสิ่งที่น่าสนใจ  คือ โรงเรือนอนุบาลและผลิตพืชเพาะเลี้ยง  ๗ โรงเรือน ที่ควบคุมการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์  ได้แก่
โรงที่ ๑ โรงเรือนอนุบาล ใช้อนุบาลพืชขนาดเล็กที่นำออกจากขวดเพาะเลี้ยงเนื้อใหม่ ๆ ซึ่งต้องการดูแลเป็นพิเศษ
โรงที่ ๒ โรงเรือนอนุบาล ใช้อนุบาลพืชที่ผ่านการอนุบาลจาก โรงที่ ๑ มาแล้ว
โรงที่ ๓ โรงเรือนอนุบาล ใช้อนุบาลพืชที่ผ่านการอนุบาลจากโรงที่ ๒ จนกว่าจะนำไปปลูก
โรงที่ ๔ โรงเรือนขยาย รับพันธุ์พืชจากโรงเรือนแม่พันธุ์ปลอดโรคหรือปลูกพันธุ์พืชหลัก เพื่อขยายเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น
โรงที่ ๕ โรงเรือนสาธิต ใช้สำหรับสาธิตและทดสอบการใช้หรือการปลูกพืชเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้ใช้พันธุ์
โรงที่ ๖ โรงเรือนแม่พันธุ์ปลอดโรค มีระบบควบคุมโรคแมลงที่เข้มงวดใช้เก็บหรือเตรียมแม่พันธุ์ เพื่อนำไปเพาะเลี้ยงหรือขยายเพิ่มปริมาณต่อไป
โรงที่ ๗ โรงเรือนผลิตต้นกล้า ใช้สำหรับอนุบาลพืชที่ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำ
สำหรับระบบต่างๆ ของโรงเรือนอนุบาลพืช ได้แก่ ระบบทำความเย็น ระบบพ่นหมอก ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบควบคุมความเข้มของแสง ระบบการให้แสง ระบบควบคุมศัตรูพืช ระบบการวางพืช ระบบการให้น้ำ ระบบการให้ปุ๋ย ระบบฆ่าเชื้ออุปกรณ์และวัสดุอนุบาล ระบบเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ ระบบควบคุมการทำงานโดยคอมพิวเตอร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ตึกอำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)  ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ๗๒๑๖๐ โทร. ๐ ๓๕๔๓ ๗๗๐๕
การเดินทาง  จากอำเภออู่ทอง ไปตามเส้นทางอู่ทอง-ด่านช้าง ประมาณ  ๖  กิโลเมตร  ถึงโรงงานน้ำตาลเลี้ยวซ้าย  ข้ามสะพานคลองชลประทานแล้วเลี้ยวขวาเลียบคลองชลประทาน  ประมาณ  ๑๐  กิโลเมตร    ศูนย์ฯ จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ  
ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยชีวภาพ  ตั้งอยู่เลขที่ ๒ หมู่ ๑๒ ตำบลพลับพลาไชย  ห่างจากตัวอำเภออู่ทอง   ไปตามเส้นทางอู่ทอง –ด่านช้าง   ประมาณ  ๖  กิโลเมตร  ถึงโรงงานน้ำตาลเลี้ยวซ้าย  ข้ามสะพานคลองชลประทานแล้วเลี้ยวขวาเลียบคลองชลประทาน  ประมาณ  ๑๐  กิโลเมตร    ศูนย์ฯอยู่ซ้ายมือ   เป็นสถานที่เผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน  ได้แก่การผลิตแมลงศัตรูธรรมชาติ   (ตัวห้ำ  ตัวเบียน)  พืชสมุนไพร  เชื้อโรคและชีวจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์สำหรับป้องกันกำจัด  ศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมี  นอกจากนี้ยังถ่ายทอดการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้แก่เกษตรกร  ภายในศูนย์ฯ  มีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่
โรงเรือนเพาะเลี้ยงและขยายแมลงศัตรูธรรมชาติ   โรงเรือนปลูกพืชไร้ดิน   แปลงสาธิตการปลูกพืชปลอดสารพิษ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยชีวภาพ  ตำบลพลับพลาไชย  อำเภออู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี
โทร. ๐ ๓๕๔๘ ๑๑๒๖-๗ โทรสาร ๐ ๓๕๔๘ ๑๑๒๗ อีเมลล์ pmc๐๒@doae.go.th 
สวนกล้วยไม้แอฟฟีนิท  (Affinit   Orchids) ตั้งอยู่ที่หมู่   ๙  ตำบลจระเข้สามพัน  อำเภออู่ทอง  ห่างจากจังหวัดไปตามทางหลวงหมายเลข  ๓๒๑  ถึงทางแยกแล้วเลี้ยวไปตามทางหลวงหมายเลข  ๓๒๔  ประมาณ  ๕  กิโลเมตร (ระหว่างกิโลเมตรที่  ๔๖–๔๗)  มีป้ายสวนกล้วยไม้เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ  ๒๐๐  เมตร  เป็นสวนกล้วยไม้บนเนื้อที่  ๒๐  ไร่   มีกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ  เพื่อการศึกษาและการจำหน่าย  เช่น  กล้วยไม้พันธุ์หวาย  แคทรียา  แวนด้า   ม๊อคคาร่า  เป็นต้น  เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.  หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะกรุณาติดต่อล่วงหน้า  
โทร.  ๐๘ ๑๖๔๙ ๘๕๘๕, ๐ ๒๙๗๔ ๐๘๘๖  และสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.affinitorchid.com

อำเภอสองพี่น้อง

                วัดไผ่โรงวัว      ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ ๔๓ กิโลเมตร หรือห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๗๐ กิโลเมตร ตามเส้นทางสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี มีทางแยกซ้ายก่อนถึงสามแยกลาดบัวหลวงเข้าสู่วัดไผ่โรงวัว หรือ หากมาตามทางหลวงหมายเลข ๓๔๒๒ ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๘–๑๙ วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ เป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไปนิยมไปเที่ยวชมกันมากเพราะท่านพระครูอุทัยภาคาธร (หลวงพ่อขอม) ได้ดำเนินการก่อสร้าง  “พระพุทธโคดม” เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่สำคัญหลายแห่งเช่น “สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล” คือ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพพาน  มีส่วนที่แสดงงานประติมากรรมเกี่ยวกับพุทธประวัตินรกภูมิ สวรรค์ภูมิ    นอกจากนี้ยังมี“พระกะกุสันโธ” พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้านหน้าพระพุทธรูปมี “ฆ้อง และบาตร” ใหญ่ที่สุดในโลก  และยังมี  “พระวิหารร้อยยอด” และ “พระธรรมจักร” หล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก  รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย เป็นวัดที่โดดเด่นวัดหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี            
วัดทับกระดาน ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๓๘๗ ประมาณ ๗ กิโลเมตร แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๓๕๑ กิโลเมตรที่ ๑๐  อำเภอสองพี่น้องเป็นอำเภอบ้านเกิดของพุ่มพวง ดวงจันทร์ นักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังซึ่งมีคนนิยมฟังเพลงของเธอมากมายและได้เสียชีวิตไป ทำให้แฟนเพลงเสียใจกันมาก เนื่องจากพุ่มพวงคุ้นเคยกับวัดนี้ตั้งแต่เด็ก  จึงมีการเก็บรวบรวมเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้ในการร้องเพลง  รวมทั้งรูปถ่ายจากข่าวหนังสือพิมพ์ไว้ในโบสถ์ของวัดนี้     นอกจากนี้บริเวณศาลาท่าน้ำจะมีรูปวาดของพุ่มพวง ดวงจันทร์ที่มีคนนำมาให้เพื่อแก้บน ด้านหน้าวัดมีร้านขายของสด แห้งต่างๆ เช่น น้ำพริก หน่อไม้ ผลไม้ต่างๆ ทุกปีจะมีการจัดงานครบรอบวันเสียชีวิตของนักร้องผู้นี้ มีผู้คนมาร่วมงานจำนวนมาก  

อำเภอด่านช้าง
ถ้ำเวฬุวัน  ตั้งอยู่ในบริเวณวัดวังคัน ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข ๓๓๓ กิโลเมตรที่ ๗๗ ห่างจากทางเข้าอุทยานแห่งชาติพุเตย ๑ กิโลเมตร มีบันไดคอนกรีตขึ้นถึงบริเวณปากถ้ำ จำนวน ๖๑ ขั้น สภาพภายในถ้ำมีไฟฟ้าสว่างพอให้นักท่องเที่ยวเห็นสภาพภายในถ้ำ ซึ่งมีหินงอกและหินย้อยสวยงาม และมีพระพุทธรูปจำลองปางป่าเลไลยก์ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชา นอกจากนั้นในบริเวณวัด ทางอำเภอได้จัดทำเป็นสวนไผ่เทิดพระเกียรติ มีพันธุ์ไผ่ต่าง ๆ ปลูกไว้ประมาณ ๑๐ กว่าชนิด
เขื่อนกระเสียว  อยู่ที่ตำบลด่านช้าง ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยกระเสียว ของกรมชลประทาน เดิมพื้นที่อำเภอสองพี่น้องมีน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี จนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ สมัย ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้พิจารณาเห็นว่า เขื่อนกระเสียว รับน้ำไม่ได้มาก จึงให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เขื่อนกระเสียว เพื่อป้องกันน้ำท่วม  เขื่อนกระเสียว เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว  ยาว ๔,๒๕๐ เมตร  สูง ๓๒.๕๐ เมตร  สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด ๒๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นับเป็นเขื่อนดินที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทยและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปชมทิวทัศน์บริเวณสันเขื่อนต้องเดินขึ้นบันไดจากลานจอดรถด้านล่าง เมื่อขึ้นไปถึงจะมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตาถึงเขาพุเตย มีร้านอาหารบริการใกล้ลานจอดรถ สอบถามรายละเอียด
โทร. ๐ ๓๕๕๙ ๕๑๒๐

                หาดทรายห้วยกระเสียว  เป็นลำธารขนาดใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำกระเสียว  มีความปลอดภัยสูงเพราะระดับน้ำไม่ลึกมาก  นอกจากนั้นบริเวณตลอดลำห้วยมีร้านค้าและร้านจำหน่ายอาหารมากมาย  เหมาะสำหรับครอบครัวที่มานั่งพักผ่อน  เล่นน้ำ

                พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นด่านช้าง ตั้งอยู่ในโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง เป็นแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่มีการเชื่อมโยงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเข้ากับเรื่องของสิทธิในการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นที่ก่อตั้งโดยคนในท้องถิ่น นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่เริ่มต้นได้ในชุมชน หรือ ท้องถิ่น  พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีศูนย์ความรู้ทั้งหมด ๓ ศูนย์ คือ ศูนย์ที่ ๑ จัดแสดงของเก่า ของโบราณ ศูนย์ที่ ๒ จัดแสดง ข้อมูลเกี่ยวกับชนพื้นเมืองของด่านช้าง เช่น ชาวละว้า ชาวกะเหรี่ยงและ ศูนย์ที่ ๓ มีข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตไทยตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดแสดงอุปกรณ์โบราณ พาหนะโบราณและอุปกรณ์ในการทำนา  พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชม วันจันทร์-ศุกร์ ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ น.(ถ้าสนใจเข้าชมวันเสาร์-อาทิตย์ ควรติดต่อล่วงหน้า) สอบถามรายละเอียดได้ที่ โรงเรียนอนุบาลด่านช้าง โทร. ๐ ๓๕๕๙ ๕๓๑๖  อีเมลล์  admin@anubandanchang.ac.th
อุทยานแห่งชาติพุเตย  ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ครอบคลุมพื้นที่ ๒ จังหวัด คือ ป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำ และป่าเขาห้วยพลู ในท้องที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเดิมเป็นวนอุทยานพุเตย วนอุทยานพุกระทิง วนอุทยานเตรียมการตะเพิ่นคี่และพื้นที่ป่าไม้ข้างเคียง ที่มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน สัตว์ป่าชุกชุม รวมไปถึงสภาพธรรมชาติที่โดดเด่น ประกอบด้วย น้ำตก ถ้ำและป่าสนสองใบ ที่สวยงาม เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ สมควรที่จะอนุรักษ์ไว้มิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลง กรมป่าไม้จึงได้พิจารณาจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติพุเตย ได้รับประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ ๘๔ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนที่ ๖๗ ก ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมเนื้อที่  ๑๙๘,๔๒๒ ไร่  หรือประมาณ ๓๑๗ ตารางกิโลเมตร ใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติพุเตย”
อาณาเขต : ที่ทำการอุทยานพุเตย ตั้งอยู่ที่ บ้านห้วยม่วงแป ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี  ใกล้สถานีวิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์สุพรรณบุรี และสถานีควบคุมไฟป่าสุพรรณบุรี ห่างจากอำเภอด่านช้าง ประมาณ ๘๐ กิโลเมตร
อาณาเขตทิศเหนือ                                 ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง (มรดกโลก) อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
อาณาเขตทิศใต้                      ติดกับลำห้วยน้ำเขียว อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
อาณาเขตทิศตะวันออก         ติดห้วยปลาซับกัง ห้วยชะลอม ห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
อาณาเขตทิศตะวันตก           ติดเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
ลักษณะภูมิประเทศ สภาพทั่วไปเป็นเทือกเขาสูงชัน ติดต่อกันสลับซับซ้อน มีจุดสูงสุด คือ ยอดเขาเทวดา มีระดับความสูง ๑,๑๒๓ เมตร อุทยานแห่งชาติพุเตย จึงเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญของต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยตะเพิน ห้วยใหญ่ ห้วยองค์พระ ห้วยขนุน ห้วยชลอม ห้วยขมิ้น ซึ่งเป็นสายน้ำหลักของชาวสุพรรณบุรี  กาญจนบุรี ทั้งยังเป็นต้นน้ำเขื่อนกระเสียว อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน
สภาพภูมิอากาศ มีมรสุมพัดผ่านตามฤดูกาล ๓ ฤดู ได้แก่  ฤดูฝน  ฤดูหนาว ฤดูร้อน
                พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าสนสองใบ กระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของอุทยานตามลักษณะภูมิประเทศ ที่เหมาะแก่การกระจายพันธุ์ของป่า ชนิดนั้นๆ  โดยเฉลี่ยมีความหนาแน่นประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ พันธุ์ไม้เด่น ได้แก่ พระเจ้าห้าพระองค์ ต้นผึ้ง ยางนา ยางน่อง ประดู่ ประดู่ชิงชัน และพันธุ์ไม้สนสองใบ สัตว์ป่า ที่มีการกระจายพันธุ์ในพื้นที่อุทยาน ฯ เช่น หมูป่า เก้ง ลิง ชะมด อีเห็น เสือโคร่งเสือดาว เสือดำ ไก่ป่า นกเขาเขียว นกกางเขนดง แซงแซวหางม่วง เหยี่ยวรุ้ง นกเงือก ฯลฯ
                บ้านห้วยหินดำ จากที่ทำการอุทยาน ๖ กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปประมาณ ๓ กิโลเมตร ในหมู่บ้านมีการผลิตผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ จากกลุ่มแม่บ้านห้วยหินดำ  สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร....................... นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม การท่องเที่ยวแบบธรรมยาตรา สำหรับผู้รักความสงบและรักธรรมชาติ เป็นการศึกษาธรรมชาติและธรรมะโดยการเดินทางดำรงชีวิตและพักแรมในป่า สามารถเลือกพักแรมเวลา ๒ วัน ๑ คืน หรือ ๓ วัน ๒ คืน  รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนกองทุนป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวังและเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของป่า  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติพุเตย โทร. ๐ ๓๕๔๔ ๖๒๓๗, ๐ ๘๑๙๓๔  ๒๒๔๐ 
น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่  ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพิ่นคี่ ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร  เป็นน้ำตกที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งลำธารสายนี้เกิดจากผืนป่าตะเพิ่นคี่อันอุดมสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความเป็นธรรมชาติ ควรเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่เดือนกันยายน – เดือนธันวาคม
หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่  ตั้งอยู่บนสันเขาสูงประมาณ ๙๐๐ เมตร ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตยประมาณ ๒๘ กิโลเมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ ๔ องศาเซลเซียส หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่  เป็นหมู่บ้านปลอดอบายมุข มีวิถีชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ประกอบอาชีพ เกษตรเป็นหลัก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ เช่น ยอดเขาเทวดา ถ้ำตะเพินเงิน ถ้ำตะเพินทอง ถ้ำตะเพินเพชร และน้ำตกตะเพินคี่น้อย หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ เป็นกะเหรี่ยงด้ายเหลือง นับถือศาสนาพุทธ   ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปีตลอด ๓ วัน ๓ คืน จะมีงานพิธีไหว้จุฬามณี ซึ่งนับถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำจากไม้ไผ่เหลาแหลมปักไว้ที่ลานหมู่บ้าน
น้ำตกตะเพินคี่น้อย  ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพิ่นคี่ เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่งดงาม สายน้ำไหลกระเซ็นเป็นละอองลงสู่โขดหินข้างล่าง น้ำตกแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของเด็กๆ ชาวกะเหรี่ยงที่พามาเล่นน้ำ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ สามารถเที่ยวชมน้ำตกตะเพินคี่น้อยได้ตลอดเวลา
ยอดเขาเทวดา เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี มีความสูงถึง ๑,๑๒๓ เมตร จากระดับน้ำทะเล หากนักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสธรรมชาติอันบริสุทธิ์บนยอดเขาคงจะต้องเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยแต่คุ้มค่าเมื่อถึงยอดเขา สามารถมองเห็นทะเลหมอก ด้านและสภาพภูเขาที่สลับซับซ้อนไกลสุดสายตา และผืนป่าตะวันตกที่มีความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเที่ยวชมจุดชมวิวบนยอดเขาเทวดาได้ทุกฤดูกาล มีการแข่งขันขึ้นยอดเขาเทวดา
ถ้ำตะเพินเงิน แฝงตัวอยู่ในภูเขาหินปูนใกล้หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพิ่นคี่ มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดจากหินงอกหินย้อยที่ปะปนด้วยสายแร่ซิลิก้า หรือ ที่เรียกว่า หินประกายเพชร ส่องประกายเป็นสีเงินระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล
ถ้ำตะเพินทอง ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพิ่นคี่ เป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ ชาวกะเหรี่ยงได้ช่วยกันสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ภายในถ้ำเพื่อเป็นที่สักการบูชา และเป็นที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานของพระภิกษุสงฆ์ นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล
ถ้ำตะเพินเพชร ซ่อนอยู่กลางภูเขาหินปูนปูนขนาดใหญ่ ทางเข้าค่อนข้างแคบ แต่ด้านในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่ปะปนด้วยสายแร่ซิลิก้าเข้มข้น จึงทำให้ส่องประกายระยิบระยับเหมือนดั่งประกายเพชร เมื่อต้องแสงไฟ  นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล
น้ำตกพุกระทิง ตั้งอยู่บริเวณบ้านคลองเหล็กไหล ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ ๒ (พุกระทิง) ประมาณ ๖ กิโลเมตร  เป็นน้ำตกที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีความงดงามมากอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเกิดจากผาหินที่มีความสูงถึง ๓๐ เมตร บีบตัวเข้าหากันทำให้เกิดสายน้ำไหลผ่าน กระทบโขดหินลดหลั่นกระเซ็นเป็นละออง ลอดผ่านเกาะแก่งรวมเป็นสายธารลู่พื้นล่าง นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะสัมผัสความงดงามของน้ำตกพุกระทิงควรเดินทางท่องเที่ยวในช่วง เดือน กันยายน – พฤศจิกายน จะเหมาะสมกับการเที่ยวชมน้ำตกแห่งนี้
ศาลเลาด้าห์  อยู่บนเทือกเขาพุเตย เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงผู้เสียชีวิต จากเครื่องบินเลาดาห์แอร์ตก เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิต ๒๒๓ คน ห่างจากทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ ๑ (พุเตย) ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร
ต้นปรงยักษ์ อยู่บนเทือกเขาพุเตย เจริญเติบโตขึ้นผสมกับสนสองใบ อายุประมาณ ๒๐๐–๓๐๐ ปี
สูง  ๖-๘ เมตร 
                ป่าสนสองใบ ห่างจากที่ทำการอุทยาน ฯ ประมาณ ๙ กิโลเมตร  เดินทางโดยรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ไปทางหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ ๑ (พุเตย) ประมาณ ๕ กิโลเมตรจนถึงบริเวณศาลเลาด้าห์ มีทางแยกเข้าไปประมาณ ๔กิโลเมตร
กิจกรรมค่าย อุทยานแห่งชาติพุเตย เป็นอุทยานที่ตั้งอยู่ในเขตภาคกลางซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่ไกลนัก มีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน มีอากาศเย็นตลอดปีด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งชาติพุเตยจึงมีความเหมาะสมแก่การจัดกิจกรรมค่ายต่างๆ  ได้เป็นอย่างดี  ทางอุทยานแห่งชาติพุเตย จึงเล็งเห็นว่าเพื่อเป็นการตอบสนองด้านการจัดกิจกรรมค่ายและเพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน อุทยานฯ จึงได้จัดห้องเรียนธรรมชาติ สถานที่เรียนสื่อความหมายธรรมชาติและที่สำคัญทางอุทยานแห่งชาติ ได้จัดสร้างฐานผจญภัยพิสูจน์พลังใจตามแบบการฝึกของทหาร มาใช้ในการทำกิจกรรมด้วย ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติพุเตย ได้ดำเนินการจัดเตรียมพื้นที่ให้มีความเหมาะสม และพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีความพร้อมเพื่อตอบสนองต่อ กลุ่มโรงเรียน เยาวชน นิสิต และนักศึกษาที่เดินทางเข้ามาใช้สถานที่การทำกิจกรรม
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ๒ เส้นทาง คือ สายศาลเลาด้าห์ – ป่าสนสองใบ มีระยะทาง ๗ กิโลเมตรและสายน้ำตกพุกระทิง ระยะทาง ๒ กิโลเมตร เป็นได้ทั้งเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และเส้นทางเดินทางไกล สำหรับนักท่องเที่ยว
สิ่งอำนวยความสะดวก ลานกางเต็นท์ประจำหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ ๑ พุเตย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ ๑๐๐ – ๒๐๐ คน มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำ พร้อมสถานที่ประกอบอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Camping ลานกางเต็นท์แห่งนี้ ค่าใช้จ่ายประมาณ ๒๕๐-๕๐๐ บาท สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ทางอุทยานมีบ้านพักไว้รับรองเช่นกัน นักท่องเที่ยวจะได้ สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง ลักษณะภูมิประเทศเป็นช่องเขา จึงทำให้มีมวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านตลอดเวลา โดยช่วงเวลากลางวันกระแสลมจะพัดเข้าหาผืนป่า และในช่วงเวลากลางคืนกระแสลมจะพัดไอเย็นของผืนป่าออกมา ทำให้บริเวณลานกางเต็นท์ มีอากาศเย็นจัดในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงฤดูหนาวประมาณ ๘ องศาเซลเซียส
- ลานกางเต็นท์จุดที่ ๒ ประจำที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย (เขาสน) เป็นลานกางเต็นท์ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ ๑๐๐ – ๒๐๐ คน มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำ พร้อมสถานที่ประกอบอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Camping และบ้านพักรับรองไว้ต้อนรับส่วนหนึ่ง และลานกางเต็นท์แห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลางที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของอุทยานแห่งชาติพุเตย ได้อย่างสะดวก
การเดินทาง
ทางรถยนต์  จากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ (บางบัวทอง– สุพรรณบุรี) ถึงจังหวัดสุพรรณบุรี  ใช้เส้นทางสุพรรณบุรี– ดอนเจดีย์ – ด่านช้าง  จากสี่แยกอำเภอด่านช้างสามารถเดินทางต่อไปได้ ๒ เส้นทาง คือ                    
๑.  เส้นทางลาดยางตลอดสายจนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย รวมระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตร
จากสี่แยกอำเภอด่านช้างไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๓๓  (ด่านช้าง-อู่ทอง) ไปทางอู่ทองประมาณ ๓ กิโลเมตร เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๖ เดินทางต่อไปอีกประมาณ ๓๔ กิโลเมตร  จนถึงสี่แยกบ้านปลักประดู่  เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๔๘๐ ไปอีกประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ถึงป้ายทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย เข้าไปอีกประมาณ ๖ กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย
๒. เส้นทางลาดยางและทางลูกรังขึ้นเขา จนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย รวมระยะทางประมาณ ๔๔ กิโลเมตร จากสี่แยกอำเภอด่านช้างไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๓๓ (ด่านช้าง-บ้านวังคัน) ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร บริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๗๘ จะเห็นป้ายไปอุทยานแห่งชาติพุเตย เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ ๑๘ กิโลเมตร  เส้นทางเป็นถนนลาดยาง จนถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ๑ (พุเตย)   จากนั้นเส้นทางต่อไปเป็นถนนลูกรังข้ามสันเขาไปจนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย  ระยะทางประมาณ ๑๑ กิโลเมตร (เส้นทางช่วงนี้ควรใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ)
ข้อแนะนำ การเดินทางควรใช้รถยนต์กระบะหรือรถยนต์ขับเคลื่อน ๔ ล้อ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติพุเตย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ๗๒๑๘๐ โทร. ๐ ๓๕๔๔ ๖๒๓๗, ๐ ๘๑๙๓๔  ๒๒๔๐  โทรสาร ๐ ๓๕๔๔ ๖๒๓๗
สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (วัดไทรงามธรรมธราราม) เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมที่สงบ ในแต่ละปีจะมีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา คณะครู นักเรียน ข้าราชการ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ไปเข้าฝึกอบรม ปฏิบัติธรรม เป็นจำนวนมาก โดยมีบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ให้การแนะนำตลอดการฝึกอบรม โดยมีการจัดกิจกรรมประกอบด้วย การศึกษาแนวทางการปฏิบัติธรรม การทำสมาธิต่างๆ และการศึกษาระบบการละสังขารในแต่ละรูปแบบ ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วัดไทรงามธรรมธราราม โทร. ๐ ๓๕๕๒ ๒๐๐๕, ๐ ๓๕๕๓ ๕๕๓๐, ๐ ๓๕๕๓ ๕๕๓๑

กิจกรรมที่น่าสนใจ
รายการนำเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี 
                วันเดียวเที่ยวสนุก   เส้นทางที่ ๑ กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี
เมื่อถึงเมืองสุพรรณบุรีมุ่งหน้าไป หอคอยบรรหาร-แจ่มใส ในสวนเฉลิมภัทรราชินี จากนั้นนั่งรถต่อไป   เดินชมตลาดเช้า ที่ ตลาดอำเภอศรีประจันต์ หรือจะเลยไปอีกหน่อยก็ที่ ตลาดสามชุก ซึ่งเป็นตลาดชุมชนที่ใหญ่  ชมบรรยากาศตลาดห้องแถวแบบโบราณ แวะดูบ้านติดลูกไม้โบราณ ของขุนจำนงค์ จีนา  ขับรถต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง เกือบสุดเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะถึง สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ  ที่ อำเภอเดิมบางนางบวช ชมปลาน้ำจืดพันธุ์ต่างๆ ลอดอุโมงค์น้ำ บริเวณโดยรอบยังมีกรงเพาะพันธุ์สัตว์ป่าหายาก เช่น เสือโคร่ง เสือปลา แมวดาว สวนนก บ่อจระเข้ ให้เดินไปเที่ยวชม สำหรับผู้สนใจเรื่องผักพื้นบ้าน เชิญตรงไปที่ อุทยานผักพื้นบ้านฯ มีทั้งไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ไม้พุ่ม ไม้เถา ศึกษาข้อมูลเรียบร้อยแล้ว แวะพักเหนื่อยริมบึง หรือจะไปปั่นจักรยานน้ำในบึงกว้างก็ได้ตามอัธยาศัย จากนั้นไปต่อที่ สวนพืชไร้ดินอำเภอศรีประจันต์ เปิดมุ้งชมแปลงผักกว่าสิบชนิด ทั้งผักกาดขาวต้นอวบ ผักคะน้าใบเขียวเข้ม และผักสลัดอีกหลายชนิด ค้นพบกรรมวิธีให้สารอาหารต่างๆ ในน้ำที่ไหลผ่านรากผักตลอดเวลาแวะเยี่ยม หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ย้อนอดีตภาพชีวิตกลางทุ่ง ชมการแสดงของเจ้าทุยแสนรู้กลางลานกว้าง ชวนกันนั่งชมพระอาทิตย์ลับฟ้าในมุมสวยหน้าเรือนคหบดี ในหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย  จากนั้นเดินทางกลับกรุงเทพฯ
ท่องเมืองแห่งท้องทุ่ง
เส้นทางเที่ยวเมืองสุพรรณ  วันเดียวครบทุกรส ช่วงเช้าเริ่มที่ หอคอยบรรหาร – แจ่มใส ในตัวเมือง เดินชมภาพจิตรกรรมจากวรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งตัวละครและท้องเรื่องอยู่ที่เมืองสุพรรณ ไม่ควรพลาดขึ้นไปส่องกล้องทางไกลดูทิวทัศน์โดยรอบบนหอคอย ถ้าวันไหนอากาศดีจะเห็นตึกรามบ้านช่องในเขตเมือง วัดวาอาราม แม่น้ำสุพรรณบุรี และท้องทุ่งนาสีเขียวขจี จากนั้นเดินทางสู่อำเภอศรีประจันต์ ชมวิถีชีวิตพื้นบ้านที่ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ร่วมขบวนแห่ขันหมาก ฟังเพลงพื้นบ้าน ชมการแสดงที่น่ารักของหนุ่มบ้านนา และเจ้าทุยแสนรู้ สนุกสนานสำราญใจ แล้วไปทดลองปลูกผัก หรือเลือกซื้อผักปลอดสารพิษ ที่สวนพืชไร้ดิน สำหรับคนรักต้นไม้ มีแปลงปลูกไม้ดอกไม้ผลด้วยวัสดุปลูก เลือกซื้อได้ทั้งต้นทั้งผล รับประทานอาหารเที่ยงที่อำเภอสามชุก ตลาดเก่าห้องแถวริมแม่น้ำท่าจีนอายุกว่าร้อยปี ดูบ้านและร้านขายยาโบราณ จากนั้นชิมก๋วยเตี๋ยว
รสเด็ด ลิ้มรสกาแฟหรือชา ในบรรยากาศร้านเก่าๆ ประจำตลาด ก่อนกลับเข้าร้านถ่ายรูปแบบโบราณเป็นที่ระลึก  ตกบ่ายปิดท้ายรายการด้วยการเดินลอดอุโมงค์น้ำที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ โบกมือทักทายนักประดาน้ำที่สาธิตการให้อาหารชมปลาน้ำจืด และปลาหายาก อย่างปลาเสือตอ ปลากะโห้ ฯลฯ สำหรับคนรักผักไม่ควรพลาดชมอุทยานผักพื้นบ้าน
ล่องแม่น้ำดื่มด่ำวิถีชีวิตชุมชน
เริ่มต้นจากตัวเมืองสุพรรณ เดินทางไปถึงอำเภอบางปลาม้า ตลอดเส้นทางมีวัดเรียงรายอยู่ริมน้ำเกือบ ๓๐ แห่ง สลับกับบ้านเรือน และยังพบเห็นภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังคงผูกพันกับสายน้ำ ภาพพระบิณฑบาตทางน้ำ ชาวบ้านพายเรือสัญจรไปมา บ้างก็ตกปลาด้วยเครื่องมือพื้นบ้าน แวะชมงานหัตถกรรมแจกันดินเผาแนวจิตรกรรมไทย หุ้มด้วยผักตบชวาสานที่ บ้านธรรมกุล จากนั้นนมัสการพระนอนหงายที่ วัดพระนอน แล้วทำบุญทำทานด้วยการให้อาหารปลาในอุทยานมัจฉา  บริเวณท่าน้ำของวัดซึ่งประกาศเป็นเขตอภัยทาน และอนุรักษ์พันธุ์ปลา หากชื่นชอบบรรยากาศตลาดโบราณ ไม่ควรพลาดชม ตลาดเก้าห้อง ในตลาดยังมีห้องแถวไม้และร้านอร่อยเจ้าเก่าเหลืออยู่หลายร้าน วัดสำคัญอีกแห่งบนเส้นทางนี้ คือ วัดสวนหงส์ ซึ่งเคยเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่อปลื้ม พระเกจิอาจารย์ผู้มีลูกศิษย์ลูกหาเคารพมากมาย ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์เรือ หากมีเวลาน่าจะข้ามฟากแม่น้ำไปซื้อขนมสาลี่ ขนมไทยหวานหอม และปลาแดดเดียวที่ ตลาดบางปลาม้า
ตามรอยขุนช้างขุนแผน
การเดินทางในเส้นทางนี้จะสนุกมากขึ้น หากพอทราบเรื่องราวในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน ช่วงเช้าแวะ วัดป่าเลไลยก์ นมัสการหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ประทับนั่งห้อยพระบาทแบบทวารวดี ไม่ไกลจากวัดมีเรือนขุนช้าง ที่สร้างตามแบบเรือนไทยของคหบดีตามที่บรรยายไว้ในขุนช้างขุนแผน ชมต้นมะขามยักษ์ที่ วัดแค ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวัดที่เณรแก้ว (ขุนแผน) มาศึกษาหาความรู้กับสมภารคงและได้เด็ดใบมะขามจากต้นมะขามยักษ์ที่วัดนี้มาเสกเป็นต่อแตน ไม้ต้นนี้ยังคงอยู่ มีอายุหลายร้อยปี ถือเป็นต้นไม้อนุรักษ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ไกลจากต้นมะขามยักษ์มีคุ้มขุนแผน ซึ่งทางจังหวัดสร้างไว้เป็นอุทยานวรรณคดี ตกบ่าย ชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี ซึ่งภายในจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โบราณคดี และวัฒนธรรมท้องถิ่นสุพรรณบุรี ด้วยสื่อหลายประเภทที่ให้ความรู้และความเพลิดเพลิน ห้องที่น่าสนใจสำหรับคอเพลง คือห้องเพลงพื้นบ้าน และห้องเพลงลูกทุ่งเมืองสุพรรณ ขณะเดินทางลองสังเกตชื่อถนนในตัวเมืองสุพรรณ ที่ตั้งตามชื่อตัวละครในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน เช่น ถนนขุนช้าง ถนนขุนแผน ถนนนางพิม ถนนพระพันวษา ถนนม้าสีหมอก
เส้นทางท่องเที่ยวในบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ
๑. โรงสีชุมชน - ทำการสีข้าวได้ ๕๐๐ กก. ต่อ ๑ ชั่วโมง                 
๒. เขตห้ามล่าสัตว์ป่า - เพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่า นก และสัตว์อื่นๆ ที่ยาก และใกล้สูญพันธุ์
๓. บึงฉวากรีสอร์ท - บรรยากาศยอดเยี่ยมริมบึง อากาศสดชื่น จากลำน้ำ ที่พักสะอาดสะดวกสบาย รอต้อนรับทุกท่านในรูปแบบบ้านต้นไม้ พร้อมทั้งตกปลาได้ตามอัธยาศัย
๔. กรงเสือและกรงสิงโต - พบเสือและสิงโตหลากหลายพันธุ์ รอต้อนรับท่านด้วยท่วงท่าที่งามสง่า น่าเกรงขาม
๕. สถานที่ถ่ายภาพร่วมกับสัตว์ - ร่วมถ่ายรูปกับเจ้าป่า ดาราหน้ากล้องทั้งเสือ สิงโต ลิงอุรังอุตัง ม้าแคระ ป้อนนมเจ้าสิงโตตัวน้อย
๖. ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวากและกรงนกใหญ่ - ชมนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าประเภทต่างๆ ไปจนถึงวิธีการดูนก และความเป็นมาของบึงฉวาก ส่วนกรงนกใหญ่ รวมนกกว่า ๕๐ ชนิด กว่า ๑,๐๐๐ ตัว ที่อยู่รวมกันในสภาพธรรมชาติ
๗. ศูนย์จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ - แหล่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี และใกล้เคียงมาไว้ให้สำหรับคนที่ชื่นชอบในสินค้าพื้นเมืองได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างมากมาย
๘. เกาะกระต่าย - บ้านพักของกระต่ายนับร้อยตัวมีทั้งความน่ารักและสวยงาม รวมทั้งยังเลี้ยงสัตว์ป่าตระกูลกวาง เช่น กวางดาว และเนื้อทราย ไว้ด้านท้ายเกาะด้วย และหากเบื่อวิถีชีวิตบนบกก็สามารถไปให้อาหารปลาในกระชังข้างเกาะได้อีกด้วย
๙. ศูนย์รวบรวมพันธุ์ไก่ และกรงสัตว์หายาก - รวบรวมทั้งไก่ไทยและเทศ รวมถึงสัตว์หาดูได้ยากมาไว้ให้ศึกษา
๑๐. จักรยานยนต์ไฟฟ้าจิ๋ว -  พลาดไม่ได้ความสนุกใหม่ที่เด็กๆ ประทับใจในรูปแบบและคุณภาพที่คุณไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน
๑๑. อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ - เรียนรู้วิธีการเพาะปลูกพืชผักพื้นบ้านของไทยรวมทั้งเคล็ดลับในการปลูกพืชผลต่างๆ ให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต แปลกตา
๑๒. เรือด่วนล่องรอบบึง - ขึ้นเรือด่วนขนาด ๔๐ ที่นั่ง ไปพิสูจน์ว่า บึงฉวากกว้างใหญ่ขนาดไหน พร้อมรื่นรมย์กับธรรมชาติกลางสายน้ำ
๑๓. จักรยานน้ำ - ชมความงามของธรรมชาติรอบๆ บึงแบบใกล้ชิดพร้อมออกกำลังกายไปในตัว ด้วยการปั่นเรือจักรยานน้ำ
๑๔. ศูนย์อาหารบึงฉวาก - ศูนย์รวมความอร่อยนานาชนิดให้คุณอิ่มท้องได้ในยามหิว และเลือกของฝากจากเมืองสุพรรณบุรี
๑๕. นวดแผนไทยและห้องปฐมพยาบาล -  เดินเที่ยวจนเมื่อย พาเท้าพาตัวไปให้หมอนวดฝีมือดี นวดให้หายคลายเมื่อยที่อาคารนวดแผนไทย หรือเจ็บป่วยก็มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล
๑๖. เวทีริมบึง - เวทีมาตรฐานสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของนักเรียน นักศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมไปถึงศิลปินคนโปรดที่หาดูได้ยากมาแสดงให้ได้ชมกันในช่วงวันหยุด
๑๗. สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ - พบกับปลาน้ำจืดและปลาน้ำเค็มจากทุกมุมโลกและอุโมงค์ใต้น้ำที่คุณสามารถเดินลอดเข้าไปชมความงามของฝูงปลา ราวกับว่าคุณอยู่ในพื้นน้ำจริงๆ
๑๘. อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ ๓ - อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำปลาทะเลจากทุกมุมโลก รวมทั้งบันไดเลื่อน  อุโมงค์ปลา ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินใจ พร้อมฝูงปลาฉลามให้คุณได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด
๑๙. บ่อจระเข้น้ำจืด - มาสังเกตพฤติกรรมเหล่าจระเข้ในบ่อที่จำลองสภาพแหล่งอาศัยตามแบบธรรมชาติ พร้อมทั้งการแสดงของคนกับจระเข้อันหวาดเสียว
***เส้นทางตามรอย Unseen Suphanburi ความอิ่มเอิบใจในวิถีไทยกับสายธรรม โปรแกรม ๓  ชั่วโมง ไหว้พระวัดดัง  นพมงคลเมืองสุพรรณ
๑.  มงคล        วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ      มงคลแห่งชีวิตกับการสักการะกรุพระผงเมืองสุพรรณ
ไหว้พระวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  ตำนานพระผงเมืองสุพรรณ  พระพุทธรูปหินทราย  ๒๗๙  องค์
และองค์พระปรางค์สร้างสมัยอู่ทอง
๒. มงคล        วัดแค  มงคลแห่งชีวิตกับการสัมผัส มนตรา  มหาเวทย์อันศักดิ์สิทธิ์  ตามรอย เณรแก้ว
                     ไหว้พระวัดแค  หลวงปู่คง  พระอาจารย์สอนเวทมนต์คาถาให้กับขุนแผน   นมัสการพระ
ประธานในวิหารเก่า   พระพุทธบาทสี่รอย   ชมต้นมะขาม ๑,๐๐๐ ปี  พญาต่อเงิน ต่อทอง
 ๓. มงคล        วัดสารภี  มงคลแห่งความประเสริฐกว่าพรเทวดาทั้งปวง
ไหว้พระวัดสารภี   นมัสการพระพุทธมุนีศรีมงคล  พระประธานในโบสถ์มหาอุตม์   ไหว้รูป
ปั้นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
๔. มงคล         วัดพระลอย  มงคลแห่งปาฏิหาริย์บุญบารมีพระนาคปรกสมัยลพบุรี อายุกว่า ๘๐๐ ปี
ไหว้พระวัดพระลอย   นมัสการพระพุทธรูปปางนาคปรกสมัยลพบุรี   ชมอุทยานมัจฉา
. มงคล         วัดหน่อพุทธางกูร  มงคลแห่งสายตาได้ชมการทุ่มเทจิตวิญญาณแห่งศิลปะเพื่อเป็นพุทธบูชา
ไหว้พระวัดหน่อพุทธางกูร  หลวงพ่อคำศักดิ์สิทธิ์  ชมจิตรกรรมฝาพนักสมัย ร.๓                           
๖. มงคล            วัดพระนอน   มงคลแห่งการได้นมัสการพุทธลักษณะนอนหงายที่ไม่มีที่ใดในประเทศ
                         ไหว้พระนอน  พระพุทธรูปปางไสยาสน์สลักหิน ในลักษณะท่านอนหงาย Unseen Thailand
ชมอุทยานมัจฉา
. มงคล           วัดพิหารแดง  มงคลแห่งมนต์ขลังพลังพระประธานอายุ ๗๐๐ กว่าปี
                          ไหว้พระวัดพิหารแดง  พระประธานเก่าแก่อายุกว่า ๗๐๐ ปี                            
๘. มงคล           วัดชีสุขเกษม   มงคลแห่งมนต์ขลังพลังอันศักดิ์สิทธิ์พระศิลาทรายอายุนับพันปี
ไหว้พระวัดชีสุขเกษม  นมัสการพระศิลาทรายอายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี
๙. มงคล            วัดสว่างอารมณ์   มงคลแห่งการได้สักการะอริยสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ
ไหว้พระวัดสว่างอารมณ์  นมัสการพระอริยสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ แห่งศีลอัน
บริสุทธิ์  หลวงพ่อหลีบารมีสูงส่ง
กิจกรรมที่น่าสนใจ
                                รายการนำเที่ยว ๑ วัน ไปเช้า – เย็นกลับ
รายการแรก
๐๗.๐๐ น.               ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดสุพรรณบุรี
๐๙.๐๐ น.               ถึงบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ที่อำเภอเดิมบางนางบวช
- ชมศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก
- นั่งรถรางชมอุทยานผักพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ
- ชมสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ
๑๒.๐๐ น.              รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย                         เข้าสู่อำเภอเมือง ชมสวนเฉลิมภัทรราชินีและหอคอยบรรหาร-แจ่มใส 
๑๘.๐๐ น.               ถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

รายการที่สอง
๐๗.๐๐ น.               ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
๐๘.๓๐ น.              นมัสการ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ วัดลาดสิงห์ ฟื้นรอยพระพี่นางสุพรรณกัลยา พระขนิษฐาแห่งองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  นมัสการหลวงพ่อดำที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์เก่า สัมผัสบรรยากาศตลาดร้อยปีสามชุก ที่อำเภอสามชุก
๑๒.๐๐ น.              รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย                         -       ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

  • ชมวัดป่าเลไลย์วรวิหาร
  • สักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร(อุทยานมังกรสวรรค์)
  • ชมพระปรางค์เก่าแก่ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
  • ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถหลังเก่า วัดหน่อพุทธางกูร
  • ชมอุทยานมัจฉา วัดพระนอนและพระพุทธรูปลักษณะนอนหงาย หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand และชมต้นมะขามยักษ์ ที่วัดแค

๑๘.๐๐ น.               ถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

รายการที่สาม
๐๗.๐๐ น.               ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสองพี่น้อง
๐๘.๐๐ น.               ชมวัดไผ่โรงวัว
วัดอัมพวัน ตั้งอยู่บริเวณตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้อง ชมวิหารหลวงพ่อโหน่ง สร้างเป็นจตุรมุขสามองค์ประดับกระจกสี
วัดทับกระดาน รำลึกถึงราชินีเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์
๑๒.๐๐ น.              รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย                         -     ชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อู่ทอง

  • ชมวัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม บนยอดเขาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองสลักด้วยหินสีธรรมชาติ
  • ชมวัดเขาดีสลัก สักการะพระพุทธบาทเก่าแก่สมัยทวารวดี
  • แวะชมจุลพรมอาศรม ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย โรงพยาบาลอู่ทอง

๑๘.๐๐ น.               ถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ                                กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเหตุการณ์และความเหมาะสม

*** สุขสันต์เที่ยวสุพรรณวันอาทิตย์
- วัดน้อย (หลวงพ่อเนียม) ตั้งอยู่อำเภอบางปลาม้า หลวงพ่อเนียมเป็นเกจิอาจารย์ ชื่อดังของจังหวัดสุพรรณบุรี เชื่อกันว่า  ท่านเป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต ) วัดระฆังโฆษิตาราม ผู้เป็นอมตะเถระแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวสุพรรณบุรีเชื่อกันว่า หลวงพ่อเนียมเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์และสำเร็จธรรมชั้นสูง ปัจจุบันยังคงมีผู้เดินทางไปสักการะรูปเหมือน และอัฐิธาตุ ของท่านที่วัดน้อยอย่างสม่ำเสมอ
- วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร (หลวงพ่อโต) ตั้งอยู่ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง เป็นวัดสำคัญเก่าแก่ของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ขนาดใหญ่ที่ศักดิ์สิทธิ์และถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี
- ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง เดิมเรียกว่าศาลเทพารักษ์หลักเมือง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุพรรณบุรี ภายในประดิษฐานประติมากรรม เจ้าพ่อหลักเมือง (สันนิษฐานว่าเป็นประติมากรรมรูปพระนารายณ์ หรือพระวิษณุ อายุประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปี ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพบูชาของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ทั้งชาวสุพรรณบุรีและทั่วประเทศ
- พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธ์มังกร (อุทยานมังกรสวรรค์)  (อยู่ในบริเวณศาลหลักเมือง) ตั้งอยู่ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง  ก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ ๒๐ ปี เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๙  เป็นสถานที่นำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอารยธรรมจีนที่ยาวนานถึง ๕,๐๐๐ ปี ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายใต้รูปแบบมังกรสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่รู้จักกันดี
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ถนนสุพรรณบุรี – ชัยนาท ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง เป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน มานุษยวิทยา และบุคคลสำคัญ ของจังหวัดสุพรรณบุรี
- หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร  ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ตั้งอยู่ถนนสุพรรณบุรี – ชัยนาท ตำบลสนามชัย เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการประวัติและผลงานของ ฯพณฯ บรรหาร  ศิลปอาชา  ตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ พร้อมผลงานต่างๆ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผ่านสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งศึกษาด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตแก่เยาวชน
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง  ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง เป็นสถานที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุในสมัยต่างๆ ที่ขุดค้นพบ  แสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคต่างๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี 
- วัดเขาดีสลัก   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลดอนคา สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ รอยพระพุทธบาทจำลองสลักบนแผ่นหินทรายสีแดง และชมบนยอดเขา สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามในเขตอำเภออู่ทองโดยรอบ  
- พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์    ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ มีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารออกศึกและ  องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่า และพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการบูชาอยู่เสมอ
- ตลาดร้อยปีสามชุก  ตั้งอยู่ในตลาดสามชุก อำเภอสามชุก  เป็นชุมชนชาวจีนเก่าแก่ที่ยังคงสภาพบ้านเรือน  และตลาดแบบดั้งเดิม  สิ่งที่น่าสนใจได้แก่อาคารพิพิธภัณฑ์ขุนจำนงค์ นอกจากนี้ตลาดร้อยปีสามชุก เป็นแหล่งรวบรวมภาพถ่ายวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยก่อน  ร้านถ่ายรูปโบราณที่ยังมีกล้องถ่ายภาพเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีให้บริการ  ร้านขายยาสมุนไพร  และเพลิดเพลินกับขนม  อาหารพื้นเมือง  และกาแฟโบราณที่ยังใช้เครื่องคั่วกาแฟแบบดั้งเดิม ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำ
- บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ปลาสวยงาม และพันธุ์ปลาหายาก ชมอาคารสถานแสดงพันธ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ  ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึง
ฉวาก  และอุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพเฉลิมพระเกียรติ

เทศกาลงานประเพณี

                งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์และงานกาชาดประจำปี จัด ณ บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ มีการจัดแสดง ยุทธหัตถีชนช้างเทิดพระเกียรติ ประกอบแสง สี เสียง การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากสถาบันการศึกษาต่างๆ การออกร้านกาชาดของจังหวัด การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง การประกวดธิดาดอนเจดีย์ การออกร้านจำหน่ายสินค้าของแต่ละอำเภอ การจัดนิทรรศการของหน่วยงานราชการ และภาคเอกชน ชมการแสดงมหรสพ  การจัดแสดงคอนเสิร์ต  ช่วงการจัดงานจะอยู่ในระหว่างวันที่ ๑๘ มกราคม – ๑ กุมภาพันธ์ ของทุกปี  
งานมหกรรมอาหารอร่อยและของดีเมืองสุพรรณฯ เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ร่วมกับชมรมผู้ประกอบการจำหน่ายอาหารสุพรรณบุรีและสมาคมแผงลอยจำหน่ายอาหารสุพรรณบุรี กำหนดจัดงานมหกรรมอาหารอร่อยและของดีเมืองสุพรรณฯ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี ณ บริเวณถนนเณรแก้ว ด้านทิศใต้ ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การจัดจำหน่ายอาหารประเภทต่างๆ การจัดจำหน่ายสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากสถาบันการศึกษาต่างๆ การประกวดอาหาร การจัดการแสดง mini concert เป็นต้น
งานประเพณีสงกรานต์จังหวัดสุพรรณบุรี ชมขบวนแห่รถสงกรานต์ การสรงน้ำหลวงพ่อโตทองคำ การละเล่นสงกรานต์พื้นบ้าน การประกวดเทพีสงกรานต์ การประกวดร้องเพลง “ดาวรุ่งลูกทุ่งเมืองสุพรรณ” การร่วมสนุกสนาน ณ ลานบันเทิงรื่นเริงสงกรานต์ การคัดสรรสุดยอดพ่อครัว–แม่ครัวหัวเห็ดเมืองสุพรรณ การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากสถาบันการศึกษาต่างๆ และการแสดงของศิลปินแห่งชาติ เป็นต้น
งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดสุพรรณบุรี จัดขึ้นในช่วงวันเข้าพรรษาของทุกปี  บริเวณสี่แยกแขวงการทาง ผ่านรอบถนนพระพรรวษาไปจอดหน้าห้างสรรพสินค้านาซ่ามอลล์ ภายในงานมีขบวนแห่เทียนพรรษาพื้นบ้านของแต่ละอำเภอ  มีการประกวดรถขบวนแห่เทียนแบบแกะสลักและแบบติดพิมพ์ ประกวดขบวนแห่ของแต่ละอำเภอ
งานประเพณีทิ้งกระจาดประจำปี จัดขึ้นบริเวณศาลหลักเมือง ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ของจีน ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปี  ถือเป็นการจำเริญเมตตาแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว โดยนำสิ่งของต่างๆ ที่ผู้ตายใช้สอยและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ มาแจกแก่ผู้ยากจน  มีขบวนแห่อัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมืองจากที่ประดิษฐานมาวนรอบเมืองมาตั้งไว้ที่ด้านหน้าตงฮั้วฮ่วยก้วง (สมาคมจีน) การจัดการแสดงต่างๆ ได้แก่ การแสดงงิ้ว ระบำเอ็งกอ การเชิดสิงโต การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และการแสดงมหรสพ เป็นต้น
ประเพณีตักบาตรเทโว   จัดขึ้นในเดือนตุลาคมหลังจากวันออกพรรษา  มีการนำอาหาร  ขนมโดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมต้มลูกโยนใส่บาตรถวายแด่พระสงฆ์
                ประเพณีแข่งขันเรือยาวประเพณี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการแข่งขันเรือยาวประเพณีให้คงอยู่สืบไปนั้น ในจังหวัดสุพรรณบุรี จึงมีการจัดแข่งขันเรือยาวประเพณีเป็นประจำทุกปี เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ และความร่วมมือกันกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชาวบ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ จะมีการจัดประเพณีดังกล่าวขึ้นในช่วงเดือน พฤศจิกายน ของทุกปี ตามวัดต่างๆ
ทุ่งทานตะวันสุพรรณบุรี กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๑ – ๑๕ ธันวาคม ของทุกปี ณ ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง ตื่นตาตื่นใจกับทุ่งทานตะวันบาน และทุ่งปอเทืองเหลืองอร่าม ไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น กล้วยไม้ สับปะรดสี อะโกลนีมา หน้าวัว ชวนชม กุหลาบเมืองหนาว ไม้ดัด พร้อมพรรณไม้อีกมากมาย ผลผลิตทางการเกษตรของดีเมืองสุพรรณบุรี ระดับ ๕ ดาว และนิทรรศการ “การผลิตพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ” เป็นต้น
                ประเพณีแต่งงานของไทยโซ่ง  พิธีแต่งงานดั้งเดิมของไทยโซ่ง หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายเจ้าสาวแล้ว เจ้าบ่าวจะจัดงานในวันขึ้น ๑ ค่ำ จนถึง ๑๓ ค่ำ ของเดือน ๔ เดือน ๖ และเดือน ๑๒  นอกจากนี้ประเพณีนี้ยังมีการจัดพิธีในหมู่ชาวไทยพวนที่ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง  ตำบลบ้านดอน ตำบลดอนมะเกลือ ตำบลหนองแดง อำเภออู่ทอง
ประเพณีทำบุญตักบาตรกลางน้ำ จัดขึ้นที่ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า นับเป็นงานบุญประเพณีเก่าแก่จัดสืบเนื่องกันมาร่วม ๑๐๐ ปี ในงานจะนิมนต์พระภิกษุจากวัดต่างๆ ริมแม่น้ำท่าจีน โดยจะนำเรือรวมกันเพื่อรับบิณฑบาตจากชาวบ้านที่อยู่บนแพกลางแม่น้ำ จากนั้นมีการแข่งเรือกันอย่างสนุกสนาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหลม โทร. ๐ ๓๕๔๐ ๐๔๔๖– ๗
งานนมัสการหลวงพ่อโต จัดขึ้น ณ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล จัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ในวันขึ้น ๕ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำ เดือน ๑๒ มีการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP ชมมหรสพ และนมัสการขอพรจากหลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสุพรรณบุรี และบริเวณใกล้เคียง
ประเพณีลอยกระทง จังหวัดสุพรรณบุรี มีการจัดงานลอยกระทงหลายแห่ง ได้แก่ บริเวณที่ว่าการอำเภออู่ทอง ในบริเวณตัวเมืองสุพรรณบุรี  วัดมะนาว และสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี
สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก
จังหวัดสุพรรณบุรีมีหัตถกรรมพื้นบ้าน สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกที่เป็นของฝากที่ขึ้นชื่อ เช่น เครื่องจักสาน ประเภทไม้ไผ่และหวายโดยเฉพาะลายดอกพิกุล ลายดอกลั่นทม และหนามทุเรียนสุพรรณเป็นลายที่มีความสวยงามและประณีต มีที่อำเภอสองพี่น้อง อำเภออู่ทอง อำเภอเดิมบางนางบวช  เครื่องทองเหลือง  มีที่อำเภอดอนเจดีย์  เครื่องเบญจรงค์  มีที่อำเภอเมือง ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาและการทอผ้า  มีที่อำเภอเมือง อำเภออู่ทอง อำเภอสองพี่น้อง
นอกจากนี้ยังมีอาหาร ขนม ของฝาก ได้แก่ ขนมสาลี่สุพรรณเนื้อเบานุ่ม รสชาติกลมกล่อม และขนมไทยอื่น ๆ แห้วกระป๋อง หน่อไม้กระป๋อง เห็ดโคน  เป็ดย่างน้ำผึ้ง ปลาม้า ไก่อบฟาง ปลาแดดเดียว เนื้อแดดเดียว มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลรายละเอียดในเอกสารนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ช่วยใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเคารพวิถีไทย

ใบอนุญาติประกอบธุระกิจเลขที่ 22 - 0258
บริษัท วี.ไอ.พี.ทราเวล แอนด์ เซอวิส : เลขที่ 79/207 หมู่ 22 บ้าน ฟ้าใส ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57000
โทร 081-764-4877 , แฟกซ์ 053-713339

อีเมล์: viptravelandservice@hotmail.com>>viptravelandservice@gmail.com

http://www.viptravelandservice.com, http://www.chiangraitourandtrekking.com, http://www.chiangraitourandcarrent.com,
http://www.viphotelsbooking.com
   
 
CoppyRight ©V.I.P.Travel And Service Tours Company Chiang Rai Thailand