www.viptravelandservice.com
 
 
 

ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ
ภาคเหนือ มี 9 จังหวัด
จังหวัดเชียงราย
จังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดน่าน
จังหวัดพะเยา
จังหวัดแพร่
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จังหวัดลำปาง
จังหวัดลำพูน
จังหวัดอุตรดิตถ์


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 21 จังหวัด
จังหวัดกาฬสินธุ์
จังหวัดขอนแก่น
จังหวัดชัยภูมิ
จังหวัดนครพนม
จังหวัดนครราชสีมา
จังหวัดบึงกาฬ
จังหวัดบุรีรัมย์
จังหวัดมหาสารคาม
จังหวัดมุกดาหาร
จังหวัดยโสธร
จังหวัดร้อยเอ็ด
จังหวัดเลย
จังหวัดสกลนคร
จังหวัดสุรินทร์
จังหวัดศรีสะเกษ
จังหวัดหนองคาย
จังหวัดหนองบัวลำภู
จังหวัดอุดรธานี
จังหวัดอุบลราชธานี
จังหวัดอำนาจเจริญ
จังหวัดบึงกาญจน์


ภาคกลาง มี 21 จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
จังหวัดกำแพงเพชร
จังหวัดชัยนาท
จังหวัดนครนายก
จังหวัดนครปฐม
จังหวัดนครสวรรค์
จังหวัดนนทบุรี
จังหวัดปทุมธานี
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพิจิตร
จังหวัดพิษณุโลก
จังหวัดเพชรบูรณ์
จังหวัดลพบุรี
จังหวัดสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรสงคราม
จังหวัดสมุทรสาคร
จังหวัดสิงห์บุรี
จังหวัดสุโขทัย
จังหวัดสุพรรณบุรี
จังหวัดสระบุรี
จังหวัดอ่างทอง
จังหวัดอุทัยธานี


ภาคตะวันออก มี 7 จังหวัด
จังหวัดจันทบุรี
จังหวัดฉะเชิงเทรา
จังหวัดชลบุรี
จังหวัดตราด
จังหวัดปราจีนบุรี
จังหวัดระยอง
จังหวัดสระแก้ว

ภาคตะวันตก
มี 5 จังหวัด
จังหวัดกาญจนบุรี
จังหวัดตาก
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดเพชรบุรี
จังหวัดราชบุรี


ภาคใต้ มี 14 จังหวัด
จังหวัดกระบี่
จังหวัดชุมพร
จังหวัดตรัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดนราธิวาส
จังหวัดปัตตานี
จังหวัดพังงา
จังหวัดพัทลุง
จังหวัดภูเก็ต
จังหวัดระนอง
จังหวัดสตูล
จังหวัดสงขลา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จังหวัดยะลา

 
ที่เที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี

เมืองแห่งดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์
ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์สี่พันปี


    อุบลราชธานี  เป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่มีประวัติความเป็นมากว่า ๒๐๐ ปี เล่ากันว่า ท้าวคำผง ท้าวทิด-พรหม และท้าวก่ำ ซึ่งเป็นบุตรหลาน พระวอ พระตา หนีภัยสงครามจากพระเจ้าสิริบุญสาร เจ้าแห่งนครเวียงจันทน์เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้สร้างเมืองขึ้นที่บริเวณดงอู่ผึ้ง ใกล้กับแม่น้ำมูล ครั้นพ.ศ. ๒๓๒๓ พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาราชสุภาวดี เชิญตราพระราชสีห์มาพระราชทานนามเมืองว่า “อุบลราชธานี” ทรงให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรกซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระปทุมวงศา”   เมืองอุบลราชธานี มีเจ้าเมืองสืบกันมาถึง ๔ คน ตราบจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๒๕ จึงได้มีการแต่งตั้งข้าหลวง และผู้ว่าราชการจังหวัดมาปกครองดูแลจนถึงทุกวันนี้                 อุบลราชธานี  ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เป็นระยะทาง ๖๒๙ กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงและภูเขา มีแม่น้ำมูลไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ และมีหน้าผาหินทรายบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยลาว

จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ประมาณ ๑๕,๗๔๔ ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น ๒๕ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี วารินชำราบ เดชอุดม บุณฑริก นาจะหลวย น้ำยืน พิบูลมังสาหาร โขงเจียม ศรีเมืองใหม่ ตระการพืชผล เขมราฐ ม่วงสามสิบ เขื่องใน กุดข้าวปุ้น ตาลสุม โพธิ์ไทร สำโรง สิรินธร ดอนมดแดง ทุ่งศรีอุดม นาเยีย นาตาล เหล่าเสือโก้ก สว่างวีระวงศ์ และน้ำขุ่น

อาณาเขต                
ทิศเหนือ                                                 ติดต่อกับจังหวัดอำนาจเจริญ
ทิศใต้                                                      ติดต่อกับราชอาณาจักรกัมพูชา ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก                 ทิศตะวันออก                        ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันตก                                           ติดต่อกับจังหวัดยโสธร และจังหวัดศรีสะเกษ

การเดินทาง                
รถยนต์  ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ (พหลโยธิน) ไปสระบุรี เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข ๒๔ (โชคชัย-เดชอุดม) ไปจนถึงอุบลราชธานี หรือใช้ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข ๒๒๖ ผ่านบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานี
รถโดยสารประจำทาง   มีทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ๒ (จตุจักร) ทุกวันสอบถามรายละเอียดโทร. ๐ ๒๙๓๖ ๒๘๕๒-๖๖ อุบลราชธานี โทร. ๐ ๔๕๒๔ ๑๘๓๑   หรือ  HYPERLINK "http://www.transport.co.th" www.transport.co.th  นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนที่เปิดบริการเดินรถ ได้แก่ เชิดชัยทัวร์ โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๐๖๑๑ มงคลทัวร์ โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๓๖๓๘-๙ นครชัยแอร์ โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๓๙๐๐ และศิริรัตนพล โทร.  ๐ ๒๙๓๖ ๐๒๗๘                
รถไฟ
จากสถานีกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีบางซื่อ  มีรถด่วน และรถเร็ว สายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ทุกวัน และยังมีรถธรรมดาจากนครราชสีมา-อุบลราชธานี และสุรินทร์-อุบลราชธานี รายละเอียดสอบถามได้ที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. ๑๖๙๐, ๐ ๒๒๒๐ ๔๓๓๔, ๐ ๒๒๒๐ ๔๔๔๔ หรือ  HYPERLINK "http://www.railway.co.th" www.railway.co.th
เครื่องบิน  บมจ.การบินไทย มีเครื่องบินรับส่งผู้โดยสารระหว่างกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๑๕๖๖, ๐ ๒๒๘๐ ๐๐๖๐, ๐ ๒๖๒๘  ๒๐๐๐ หรือที่จังหวัดอุบลราชธานี โทร. ๐ ๔๕๓๑ ๓๓๔๐-๓ หรือ   HYPERLINK "http://www.thaiairways.com" www.thaiairways.com นอกจากนี้ยังมีสายการบินไปจังหวัดอุบลราชธานีได้แก่  ไทยแอร์ เอเชีย โทร. ๐ ๒๕๑๕ ๙๙๙๙ หรือ  HYPERLINK "http://www.airasia.com" www.airasia.com.

ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ                
วารินชำราบ                                           ๒ กิโลเมตร
สว่างวีระวงศ์                          ๒๓ กิโลเมตร                
เหล่าเสือโก้ก                                         ๒๗ กิโลเมตร
สำโรง                                                     ๒๘  กิโลเมตร                
ตาลสุม                                                    ๓๒ กิโลเมตร
ม่วงสามสิบ                                            ๓๔  กิโลเมตร                
ดอนมดแดง                                           ๓๕   กิโลเมตร
นาเยีย                                                      ๓๕   กิโลเมตร                
เขื่องใน                                   ๓๘  กิโลเมตร
เดชอุดม                                  ๔๕  กิโลเมตร                
พิบูลมังสาหาร                       ๔๕ กิโลเมตร
ตระการพืชผล                       ๕๐ กิโลเมตร                
น้ำขุ่น                                       ๖๐  กิโลเมตร
ทุ่งศรีอุดม                                              ๗๔ กิโลเมตร                
กุดข้าวปุ้น                                              ๗๖  กิโลเมตร
สิรินธร                                                   ๘๐ กิโลเมตร                
ศรีเมืองใหม่                                           ๘๓ กิโลเมตร
บุณฑริก                                 ๘๗ กิโลเมตร                
นาตาล                                                     ๙๓ กิโลเมตร
โพธิ์ไทร                                 ๙๙ กิโลเมตร                
นาจะหลวย                                            ๑๐๐  กิโลเมตร
เขมราฐ                                                   ๑๐๘  กิโลเมตร                
โขงเจียม                                 ๑๑๐  กิโลเมตร
น้ำยืน                                                      ๑๑๐ กิโลเมตร

สถานที่น่าสนใจ อำเภอเมืองอุบลราชธานี
                ทุ่งศรีเมือง  ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เป็นสวนสาธารณะประจำเมืองที่มีสภาพภูมิทัศน์งดงาม เดิมเป็นที่ทำนาของเจ้าเมือง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดฯ ให้งดการทำนาที่ทุ่งศรีเมือง เพื่อรักษาไว้ให้เป็น ที่พักผ่อนของชาวเมือง และเป็นที่จัดเทศกาลงานบุญต่าง ๆ ทุ่งศรีเมืองมีประตูทางเข้า ๔ ทิศ คือ ประตูอุบลเดชประชารักษ์ อุบลศักดิ์ประชาบาล อุบลการประชานิตย์ และอุบลกิจประชากร ภายในทุ่งศรีเมือง มีปฏิมากรรมจำลองเทียนพรรษาแกะสลัก  สวนสุขภาพ  สนามเด็กเล่น เปิดตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐-๒๒.๐๐ น. นอกจากนี้ภายในทุ่งศรีเมืองยังมีสถานที่
น่าสนใจที่สำคัญคือ                 ศาลหลักเมือง  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของทุ่งศรีเมือง เป็นสถานที่สักการะของชาวเมืองและผู้มาเยี่ยมเยือนซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕  เปิดระหว่างเวลา ๐๕.๐๐-๑๙.๐๐ น.
อนุสาวรีย์พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานีปกครองเมืองระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๑-๒๓๓๘                 ปฏิมากรรมสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน)  พระเถระที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ
อนุสาวรีย์แห่งความดี เป็นอนุสาวรีย์ที่เชลยศึกชาวต่างประเทศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สร้างไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความเมตตาปราณี และคุณงามความดีของชาวเมืองอุบลราชธานี                 ปฏิมากรรมร่วมใจก้าวไปข้างหน้า  สร้างขึ้นตามโครงการปฏิมากรรมกับสิ่งแวดล้อมเพื่อเยาวชน ซึ่งแสดงถึงความสมานฉันท์แห่งความเป็นพี่น้องระหว่าง ๔ ประเทศ คือ ไทย ลาว เขมร และเวียดนาม
วัดทุ่งศรีเมือง  ตั้งอยู่ที่ถนนหลวงในเขตเทศบาลเมือง สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ผู้สร้างวัดนี้คือ ท่านเจ้าอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบล สังฆปาโมก(สุ้ย) เจ้าคณะเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้น ท่านได้เคยศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดสระเกศราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ท่านจึงได้นำพระพุทธบาทจำลองจากวัดสระเกศฯ มายังอุบลราชธานี และได้สร้างหอพระพุทธบาทขึ้นเป็นที่ประดิษฐาน หอพระพุทธบาทหลังนี้คือ พระอุโบสถที่พระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมมีลักษณะของศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะเวียงจันทน์ผสมกันอยู่ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทุกด้านเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ อาคารที่สำคัญอีกหลังหนึ่งคือ หอพระไตรปิฎก เป็นหอไตรที่สร้างด้วยไม้ ตั้งอยู่กลางสระน้ำเพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ป้องกันไม่ให้มดปลวกไปกัดทำลาย มีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างไทย พม่า และลาว กล่าวคือ ลักษณะอาคารเป็นแบบไทยเป็นเรือนฝาปะกน ขนาด ๔ ห้อง ภายในห้องที่เก็บตู้พระธรรมทุกด้านเขียนลงรักปิดทอง ส่วนของหลังคามีลักษณะศิลปะไทยผสมพม่าคือ มีช่อฟ้าใบระกา แต่หลังคาซ้อนกันหลายชั้นแสดงถึงอิทธิพลศิลปกรรมพม่าที่ส่งผ่านมายังศิลปะลาวล้านช้าง ส่วนลวดลายแกะสลักบนหน้าบันทั้ง ๒ ด้าน เป็นลักษณะศิลปะแบบลาว   ตรงส่วนฝาปะกนด้านล่างแกะเป็นรูปสัตว์ประจำราศีต่าง ๆ และลวดลายพันธุ์พฤกษาเป็นช่องโดยรอบ นับเป็นหอไตรที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง                
วัดศรีอุบลรัตนาราม
(วัดศรีทอง) ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัด ถนนอุปราช สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ วัดนี้มีพระอุโบสถที่สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้าน
คู่เมือง คือ “พระแก้วบุษราคัม” เป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุษราคัม ตามตำนานเล่ากันว่า พระวรราชภักดี(พระวอ) พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตาคือ ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหมและท้าวก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เดิมทีพระแก้วบุษราคัมประดิษฐานอยู่ที่บ้านดอนมดแดง และได้อัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนารามในเวลาต่อมา ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ทางราชการได้ประกอบพิธิถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่วัดศรีอุบลรัตนาราม พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมเป็นองค์ประธานในพิธี โดยถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสืบกันมาแต่โบราณกาล ปัจจุบันในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลราชธานีจะร่วมใจกันอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมแห่ไปรอบเมืองอุบลราชธานี เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้นมัสการกราบไหว้ และสรงน้ำกันโดยถ้วนหน้า  เปิดให้เข้านมัสการทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐-๒๒.๐๐ น.                
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี  ตั้งอยู่ถนนเขื่อนธานีตัดกับถนนอุปราช เป็นอาคารปั้นหยาชั้นเดียว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ เดิมใช้เป็นศาลากลางจังหวัด ต่อมาทางจังหวัดได้มอบอาคารหลังนี้ให้กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ภายในมีการจัดแสดงเรื่องราวท้องถิ่น ได้แก่ สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติการตั้งเมือง โบราณวัตถุซึ่งเป็นหลักฐานทางด้านศิลปะ โบราณคดี  หัตถกรรมพื้นบ้าน  การละเล่นพื้นเมือง และเครื่องใช้ของเจ้าเมืองเปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๑๐ บาท เด็ก ๕ บาท  สอบถามรายละเอียด โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๑๐๑๕, ๐ ๔๕๒๕ ๕๐๗๑
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก  สร้างขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นอาคารสูง ๗ ชั้น สร้างโดยเน้นความงามตามแบบสถาปัตยกรรมอีสานประยุกต์  นอกจากนี้ยังมีหอวัฒนธรรมอุบลนิทัศน์ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ท้องถิ่นของชุมชนและแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วยังมีศูนย์กลางการประชุมสัมมนาทางวิชาการ โรงละคร รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๕๓๕ ๒๐๓๑, ๐ ๔๕๒๖ ๒๙๐๑-๒                
วัดแจ้ง 
ตั้งอยู่ถนนสรรพสิทธิ์ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยดำริของเจ้าราชบุตร(หนูคำ) หนึ่งในคณะอาญาสี่ผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้น โบราณสถานที่สำคัญคือ พระอุโบสถที่สร้างเสร็จในราว พ.ศ.  ๒๔๕๕ หรือหลังจากการตั้งวัด ๒๔ ปี  ได้รับการยกย่องว่ารูปทรงสวยงาม และมีงานจำหลักไม้ที่มีฝีมือแบบพื้นฐานโดยแท้ ซึ่งนับวันจะหาดูเป็นตัวอย่างได้ยาก อุโบสถมีลักษณะไม่ใหญ่นัก กว้างประมาณ ๖ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สูง ๑๐ เมตร ฐานเตี้ยหลังคาชั้นเดียวเดิมมุงด้วยกระเบื้องไม้ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา มีบันไดอยู่ด้านหน้า ราวบันไดปั้นเป็นรูปจระเข้หมอบ ส่วนหน้าบัน หน้าอุดปีกนก และรวงผึ้งสลักไม้เป็นลายดอกบัว กอบัวอย่าวสวยงาม โดยเฉพาะหางหงส์ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ทำเป็นรูปหัวนาคตรงหงอนสะบัดปลายเป็นกนกเปลว อุโบสถวัดแจ้งได้รับการบูรณะเรื่อยมาโดยพยายามให้คงสภาพเหมือนเดิมที่สุด ซึ่งนับเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี เคยได้รับเกียรติบัตรในงานนิทรรศการ “สถาปนิก ๓๐”  จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
วัดมหาวนาราม  ตั้งอยู่ถนนสรรพสิทธิ์ ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “วัดป่าใหญ่” เป็นวัดเก่าแก่เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฎฐานตั้งขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการสร้างเมืองอุบลราชธานี   ต่อมาในสมัยเจ้าเมืองคนที่ ๒ คือ พระพรหมวรราชสุริยะวงศ์ (ท้าวทิดพรหม) ได้ยกฐานะเป็นวัดและถือเป็นวัดประจำเจ้าเมืองคนที่สองด้วย จึงให้ชื่อว่าวัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองตะพังหรือหนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเป็นวัดมหาวนาราม จากหลักฐานศิลาจารึกที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดระบุปีที่สร้างวัดนี้ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๕๐ โดยมีพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศา เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้สร้างพระพุทธรูป พระอินทร์แปง หรือพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนพร้อมกับลงรักปิดทองลักษณะศิลปะแบบลาว ในวันเพ็ญเดือน ๕ (ประมาณเดือนเมษายน) ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตร เทศน์มหาชาติชาดก และสรงน้ำปิดทองพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ซึ่งถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาจนทุกวันนี้                
วัดบูรพาราม 
ตั้งอยู่ถนนบูรพาใน  เป็นวัดที่เคยเป็นที่จำพรรษาของอาจารย์ชื่อดังทาง  วิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่ อาจารย์สี ทาชยเสโน อาจารย์มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ลี ธัมมธโร อาจารย์เสาร์ กันตสีโล และอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ปัจจุบันคงมีแต่รูปเหมือนทำจากหินบริสุทธิ์จากลำน้ำต่าง ๆ เป็นที่เคารพสักการะของชาวเมือง
วัดสุปัฏนารามวรวิหาร  ตั้งอยู่ถนนสมเด็จ เป็นวัดธรรมยุติ วัดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี จัดสร้างโดยพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยได้เริ่มสร้างวัดในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ แล้วเสร็จปี พ.ศ. ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า “วัดสุปัฎนาราม” อันหมายถึง วัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสม เป็นท่าเรือที่ดี  สิ่งสำคัญในวัดคือพระอุโบสถ ซึ่งมีขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๔ เมตร สูง ๒๒ เมตร สถาปนิกผู้ออกแบบคือ หลวงสถิตย์นิมานกาล (ชวน  สุปิยพันธ์) นายช่างทางหลวงแผ่นดิน ลักษณะของพระอุโบสถแบ่งเป็นสามส่วน คือ ส่วนหลังคาเป็นศิลปะแบบไทย ส่วนกลางเป็นศิลปะตะวันตก และส่วนฐานเป็นศิลปะแบบขอม ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานของวัด คือ พระสัพพัญญูเจ้า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย                
หาดวัดใต้  อยู่ในเขตเทศบาลเมือง  ลักษณะเป็นเกาะหาดทรายกลางลำน้ำมูล ในฤดูแล้งจะมีหาดทรายขาวเนียน น้ำใสสะอาด บนเกาะมีต้นไม้เขียวชอุ่มให้ความร่มรื่น นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารบนแพ ให้บริการแก่ผู้ที่มาพักผ่อนและชมบรรยากาศแม่น้ำมูล ฤดูกาลที่เหมาสมในการท่องเที่ยวคือระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม
แหล่งโบราณคดีบ้านก้านเหลือง  ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบ้านก้านเหลือง ตำบลขามใหญ่  กรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นเมื่อปี ๒๕๓๙ พบโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย เช่น ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผา กระพรวนสำริด ขวานเหล็ก และแกลบข้าวจำนวนมาก แต่ไม่พบโครงกระดูกมนุษย์ สันนิษฐานว่าชุมชนโบราณแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีอายุระหว่าง         ๒,๕๐๐-๒,๘๐๐ ปีมาแล้ว อยู่ในยุคโลหะตอนปลาย การเดินทาง  ตามทางหลวงหมายเลข ๒๓๑ ทางไปตระการพืชผล วัดอยู่ทางด้านซ้าย0มือ                 วัดสระประสานสุข (วัดบ้านนาเมือง)  ตั้งอยู่ที่บ้านนาเมือง เป็นวัดที่มีพระอุโบสถแปลกตา สร้างเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ประดับตกแต่งด้วยเซรามิก โดยมีอาจารย์บุญมีเป็นเจ้าอาวาส เป็นที่เคารพนับถือของชาวอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง  การเดินทาง   ตามทางหลวงหมายเลข ๒๓๑ ทางเดียวกับวัดบ้านก้านเหลืองเลยวัดบ้านก้านเหลืองมาจนถึงสี่แยกที่จะไปตระการพืชผล เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง ๒๐๕๐ (ทางไปสนามบิน) วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ
วัดพระธาตุหนองบัว  ตั้งอยู่ถนนธรรมวิถี  ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ  คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ ๒๕ ศตวรรษ ของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย มีฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างด้านละ ๑๗ เมตร สูง ๕๖ เมตร เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้วซึ่งทั้งสี่มุมของกำแพงแก้วได้ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก ๔ องค์ ภายในองค์พระธาตุมีประตูทางเข้าทั้ง ๔ ด้าน นับเป็นวัดเดียวในภาคอีสานที่มีเจดีย์แบบนี้ สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่งร่มรื่น การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๓ กิโลเมตร ตามถนนชยางกูรทางไปอำนาจเจริญ จะมีทางแยกจากถนนใหญ่เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ ๕๐๐ เมตร                
หาดคูเดื่อ 
เป็นหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำมูล ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๔ (ถนนเลี่ยงเมืองทางไปศรีสะเกษ)  ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร บริเวณหาดคูเดื่อจะมีแพร้านอาหารเป็นจำนวนมากให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่นักท่องเที่ยว
บ้านปะอาว  ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองขอน เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ตามประวัติศาสตร์นั้นได้อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ตั้งแต่สมัยของพระเจ้าสิริบุญสาร มายังหนองบัวลำภู นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน จนกระทั่งถึงบ้านปะอาวแห่งนี้ ฉะนั้น หมู่บ้านปะอาว จึงมีอายุประมาณ ๒๐๐ กว่าปี และเป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพที่เป็นเอกลักษณ์ประจำหมู่บ้านซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ คือการทำเครื่องทองเหลือง กรรมวิธีการผลิตยังเป็นแบบโบราณดั้งเดิม นอกจากนี้แล้วในหมู่บ้านยังมีศูนย์สาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทองเหลือง และทอผ้าไหมที่สวยงามอีกด้วย  การเดินทาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ ทางไปยโสธร ถึงหลักกิโลเมตรที่ ๒๗๓ เลี้ยวขวาไปอีก ๓ กิโลเมตร

อำเภอวารินชำราบ                
วัดหนองป่าพง
ตั้งอยู่ตำบลโนนผึ้ง เป็นวัดที่มีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ เหมาะแก่การเล่าเรียนพระธรรมวินัยและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อพ.ศ.  ๒๔๙๗  หลวงปู่ชา (พระโพธิญาณเถร) ได้ทำการบุกเบิกปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมแก่การปฎิบัติธรรมและได้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นในปีนั้น และเปลี่ยนสภาพเป็นวัดในโอกาสต่อมา  บริเวณวัดสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) เป็นอาคารที่จัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร หุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ชา  สุภัทโท เครื่องทองเหลือง และพระพุทธรูป เปิดให้เข้าชม เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ น. และเจดีย์ศรีโพธิญาณ เป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ชา   การเดินทาง ตามทางหลวงหมายเลข ๒๓๑ กิโลเมตรที่ ๑๓ (ทางไปเดชอุดม) ห่างจากตัวอำเภอไปประมาณ ๖ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาอีก ๒ กิโลเมตร  สอบถามรายละเอียด โทร. ๐ ๔๕๒๖ ๗๕๖๓
วัดป่านานาชาติ  ตั้งอยู่ที่บ้านบุ่งหวาย ตำบลบุ่งหวาย ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปตามเส้นทางจังหวัด ศรีสะเกษ ประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๒๒๖ จะมีป้ายบอกทางขวามือ ทางเข้าเดียวกับวัดป่ามงคล 
วัดป่านานาชาติเป็นสาขาที่ ๑๙ ของวัดหนองป่าพง ในวัดจะมีพระภิกษุชาวต่างประเทศมาจำพรรษา เป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย  และปฏิบัติทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน  พระภิกษุชาวต่างประเทศในวัดเกือบทุกรูปสามารถพูดภาษาไทย สวดภาษาบาลีได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทำให้เป็นที่เคารพศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป                
อำเภอพิบูลมังสาหาร                
วัดภูเขาแก้ว 
อยู่บนเนินเขา ภายในวัดมีพระอุโบสถสวยงาม ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบทั้งหลัง เป็นรูปแบบศิลปะไทยหลังคาเป็นโครงสร้างไม่มีมุขลดหลั่นกันสี่ชั้นด้านหน้าและด้านหลังมุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผาประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ โดยมีคันทวยรองรับชายคาเป็นรูปนาคโดยรอบ ส่วนบริเวณกลางหลังคาตกแต่งเป็นยอดปราสาททอง หน้าบันจำหลักปูนปั้นลายก้านขดงดงามอ่อนช้อยกลมกลืนกับบัวเสาที่ทำตามแบบศิลปะอินเดีย ภายในพระอุโบสถจะตกแต่งด้วยภาพนูนสูงอยู่เหนือบานประตูและหน้าต่างขึ้นไปเป็นเรื่องราวและภาพจำลองเกี่ยวกับพระธาตุที่สำคัญของ
ประเทศไทยพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวประวัติของพระธาตุแต่ละองค์โดยสังเขป  นอกจากนี้บริเวณชั้นล่างของพระอุโบสถยังใช้เป็นศาลาการเปรียญอีกด้วย        การเดินทาง  ตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ๔๔ กิโลเมตร ก่อนถึงอำเภอพิบูลมังสาหารประมาณ ๑ กิโลเมตร
แก่งสะพือ เป็นแก่งหินที่สวยงามในแม่น้ำมูล ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ ประมาณ ๔๕ กิโลเมตร คำว่า “สะพือ” เพี้ยนมาจากคำว่า “ซำพืด” หรือ “ซำปึ้ด” ซึ่งเป็นภาษาส่วยแปลว่า งูใหญ่ หรืองูเหลือม เป็นแก่งที่มีหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านกระทบหิน เกิดเป็นฟองขาวมีเสียงดังตลอดเวลา ช่วงที่เหมาะสำหรับเที่ยวชมแก่งสะพือ คือ หน้าแล้ง ราวเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม เพราะน้ำจะลดเห็นแก่งหินชัดเจนสวยงาม ส่วนหน้าฝนน้ำจะท่วมมองไม่เห็นแก่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาชมแก่งนี้ ๒ ครั้ง ริมฝั่งแม่น้ำมีศาลาพักร้อน และร้านขายสินค้าพื้นเมือง ในวันหยุดมีประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในเดือนเมษายนของทุกปี ช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการจัดงานประเพณีสงกรานต์แก่งสะพือ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และประเพณีอันดีงามด้วย

อำเภอสิรินธร                 
 เขื่อนสิรินธร  ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “เขื่อนโดมน้อย” เป็นเขื่อนหินแกนดินเหนียว สร้างกั้นลำโดมน้อย
อันเป็นสาขาของแม่น้ำมูล ตัวเขื่อนสูง ๔๒ เมตร ยาว ๙๔๐ เมตร อำนวยประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า  และการ ชลประทาน บริเวณริมทะเลสาบมีสวนสิรินธร ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ มีรูปปั้น และน้ำพุสวยงาม มีบริการบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว สอบถามรายละเอียดที่เขื่อนสิรินธร โทร. ๐ ๔๕๓๖ ๖๐๘๑-๓ ต่อ ๒๗๐๘
การเดินทาง  สามารถเดินทางตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ เลี้ยวขวาที่กิโลเมตร ๗๑ ประมาณ ๕๐๐ เมตร อยู่ห่างจากตัวเมือง ๗๐ กิโลเมตร
ช่องเม็ก  อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ เป็นจุดผ่านแดนถาวรไทย-ลาว ที่มีถนนเชื่อมต่อสู่แขวงจำปาสักซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางภาคใต้ของประเทศลาว ในบริเวณด่านนอกจากจะเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการแล้วยังมีตลาดสินค้าชายแดนร้านค้าปลอดภาษีในเขตประเทศลาว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมและจับจ่ายสินค้าได้ สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในแขวงจำปาสัก ได้แก่ เมืองปากเซ  ปราสาทวัดภู มหานทีสีทันดอน หรือสีพันดอน ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงแผ่กว้างกว่า ๗ กิโลเมตร ทำให้มีเกาะแก่งจำนวนมาก และจุดที่น่าสนใจมากคือ น้ำตกหลี่ผี และน้ำตกคอนพะเพ็ง                 การเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศลาวผ่านด่านช่องเม็กนั้นในส่วนของชาวต่างประเทศจะต้องใช้หนังสือเดินทาง และสำหรับคนไทยทำใบอนุญาตผ่านแดนที่สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานีหรือที่ว่าการอำเภอสิรินธรได้โดยใช้สำเนาบัตรประชาชน ๒ แผ่น และรูปถ่าย ๒ นิ้ว หรือ ๑ นิ้ว จำนวน ๒ รูป ค่าธรรมเนียมการทำบัตรผ่านแดน ๓๐ บาท ถ้ามีหนังสือเดินทางสามารถเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๕๕๐๕, ๐ ๔๕๒๕ ๔๒๑๘  ด่านตรวจคนเข้าเมืองโทร. ๐ ๔๕๔๘ ๕๑๐๗ หรือนักท่องเที่ยวที่สนใจไปเที่ยวแบบ  ๓ วัน ๒ คืน สามารถติดต่อบริษัทนำเที่ยวภายในตัวเมืองอุบลราชธานีได้
                อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ  มีพื้นที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ไร่ ในเขตอำเภอสิรินธรและอำเภอโขงเจียม ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขาเตี้ย ๆ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง ต้นไม้ในป่ามีลักษณะแคระแกรน บางส่วนเป็นทุ่งหญ้า ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ การเดินทาง สามารถไปได้สองเส้นทาง คือ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ (อุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ประมาณ ๗๕ กิโลเมตร) แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทาง ๒๑๗๓ อีก ๑๓ กิโลเมตร ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๒๒ ผ่านอำเภอโขงเจียมประมาณ ๔ กิโลเมตร แล้วข้ามแม่น้ำมูลไปอีก ๑๒ กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางที่ข้ามสันเขื่อนปากมูลก็ได้ (กรณีที่เขื่อนเปิด)  ในเขตอุทยานฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวได้แก่                     ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะกลางที่เกิดขวางแม่น้ำมูล มีความกว้างประมาณ ๔๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๗๐๐ เมตร มีสะพานแขวนทอดข้ามทั้ง ๒ ด้านของเกาะ  ทางตอนเหนือของดอนตะนะมีหาดทรายเหมาะแก่การพักผ่อน บนดอนตะนะยังมีป่าอยู่ทั่วไปเป็นสภาพป่าดงดิบแล้งมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีการทำประมงของชาวบ้านรอบ ๆ เกาะ
แก่งตะนะเป็นแก่งกลางลำน้ำมูลที่ใหญ่ที่สุด กลางแก่งตะนะมีโขดหินทรายมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูลที่เกิดจากลำน้ำมูลทั้งสองสายที่เชี่ยวกราก และจะกัดเซาะลงในแนวหินสูงประมาณ ๑ เมตร ถ้าสังเกตเกาะกลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคม เพื่อใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ บริเวณแก่งตะนะมีสายน้ำที่เชี่ยวและลึก ใต้ท้องน้ำเป็นหลุมหิน โขดหิน ทั้งยังมีโพรงถ้ำใต้น้ำหลายแห่งจึงทำให้มีปลามาอาศัยบริเวณแก่งตะนะชุกชุม ช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยว คือ เดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน                   สะพานแขวน  เป็นสะพานที่เชื่อมจากฝั่งที่ทำการอุทยาน ฯ กับดอนตะนะ โครงสร้างเป็นเหล็กยึดโยงด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดชมวิวสองฟากฝั่งของแม่น้ำมูลเหนือแก่งตะนะ และใช้เดินข้ามเข้าไปชมธรรมชาติบนดอนตะนะได้อย่างเพลิดเพลิน
ถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาไน  อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล กว้าง ๔๕ เมตร ลึก ๑๐ เมตร ภายในถ้ำพบศิลาจารึกและแท่นศึวลึงค์ (ฐานโยนี) อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ สมัยพระเจ้ามเหนทรวรมัน (เจ้าชายจิตรเสน)  ปัจจุบันศิลาจารึกตัวจริงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี                 ลานผาผึ้ง  เป็นพลาญหินทรายและหน้าผาชันโดยหน้าผาจะหันหน้าสู่ด้านทิศตะวันออกเหมาะแก่การชมทิวทัศน์ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และสามารถมองเห็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ ในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม จะได้ชมดอกไม้ป่า เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน หยาดน้ำค้าง แววมยุรา เป็นต้น ลานผาผึ้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงหรือจะเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเลียบฝั่งแม่น้ำมูลได้เช่นกัน
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร   อยู่บริเวณหน้าผาริมแม่น้ำมูล ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

ประมาณ ๕๐๐ เมตร มีเส้นทางเดินเลียบผาระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ผ่านจุดชมพืชพันธุ์   ไลเคนส์ มอส เฟิร์น ถ้ำพระ และน้ำตกรากไทร เหมาะสำหรับการเดินป่าชมธรรมชาติในช่วงเวลาสั้น ๆ             
                      น้ำตกตาดโตน เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง เกิดจากลำห้วยตาดโตน ไหลผ่านลานหินแล้วตกลงสู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ มีน้ำเย็นใสสะอาด บริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ  นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามของน้ำตกได้ในเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี การเดินทาง ทางหลวงหมายเลข ๒๑๗๓ ซึ่งแยกจากทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ เข้าไปประมาณ  ๕ กิโลเมตร
บริเวณที่ทำการอุทยานฯ  มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว สอบถามรายละเอียดได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. ๐ ๒๕๖๒ ๐๗๖๐ หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะโทร. ๐ ๔๕๒๔ ๙๘๐๒, ๐ ๔๒๔๔ ๒๐๐๒

อำเภอเขื่องใน
                      ธรรมาสน์สิงห์ศิลปะญวนที่บ้านชีทวน  ตั้งอยู่ที่ศาลาการเปรียญวัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ บ้านชีทวน ตำบลชีทวน เป็นธรรมาสน์ที่แตกต่างจากธรรมาสน์โดยทั่วไปกล่าวคือ มีลักษณะเป็นรูปสิงห์ยืนเทินบุษบก (ตัวธรรมาสน์) สร้างด้วยอิฐถือปูน ยอดปราสาทเป็นเครื่องไม้ทำเป็นชั้นซ้อนลดหลั่นประดับตกแต่งลายปูนปั้น และลายเขียนสีแบบศิลปะญวนทั้งหลัง ธรรมาสน์นี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ โดยช่างชาวญวน และถือเป็นประติมากรรมที่มีคุณค่ายิ่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมือง ๒๖ กิโลเมตร เดินทางตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ (อุบลราชธานี-ยโสธร) ประมาณ ๒๒ กิโลเมตร จะถึงบ้านท่าวารี ทางหลวงหมายเลข ๒๔๑๒   มีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้าน ๕ กิโลเมตร
วัดทุ่งศรีวิไล  อยู่ที่บ้านชีทวน วัดนี้มีหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหินศิลาแลงแกะสลักปางนาคปรก ขนาดหน้าตักกว้าง ๕๕เซนติเมตร สูง ๙๐ เซนติเมตร ศิลปะทวารวดี เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่เคารพสักการะของชาวบ้านชีทวน  นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีใบเสมาหลายชั้นล้อมรอบอุโบสถและวิหารหลังเก่าไปจนถึงกำแพงรอบวัดทุกทิศตลอดทั้งสระน้ำใหญ่ รวมทั้งหอไตร และธรรมาสน์ซึ่งก่อด้วยอิฐในสมัยนั้น การเดินทาง ใช้ทางเดียวกับวัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์

อำเภอโขงเจียม
วัดถ้ำคูหาสวรรค์ตั้งอยู่ตำบลบ้านด่าน ริมทางหลวงหมายเลข ๒๒๒๒ วัดนี้ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ โดย "หลวงปู่คำคนิง จุลมณี"  ซึ่งใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมจำพรรษา ปัจจุบันหลวงปู่ท่านได้มรณภาพแล้ว แต่ร่างกายของท่านไม่เน่าเปื่อย บรรดาลูกศิษย์ได้เก็บร่างของท่านไว้ในโลงแก้วเพื่อบูชา บริเวณวัดมีจุดชมวิวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของลำน้ำโขงและฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน
แม่น้ำสองสีหรือ ดอนด่านปากแม่น้ำมูล อยู่ในเขตบ้านเวินบึก นั่งเรือจากตัวอำเภอโขงเจียมไปประมาณ ๕ นาที เป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลไหลลงสู่แม่น้ำโขงเกิดเป็นสีของแม่น้ำที่ต่างกันจึงเรียกกันอย่างคล้องจองว่าโขงสีปูน มูลสีคราม  จุดที่สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสีได้อย่างชัดเจน คือ บริเวณลาดริมตลิ่งหน้าวัดโขงเจียม และบริเวณบางส่วนของหมู่บ้านห้วยหมาก ในเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่เห็นความแตกต่างของสีน้ำได้ชัดเจนที่สุด นอกจากนี้แล้วบริเวณใกล้เคียงยังมีบริการเรือพาล่องชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ ชมแม่น้ำสองสี  แก่งตะนะ   บ้านเวินบึก และผาแต้ม  โดยสามารถแวะซื้อของที่ระลึกที่ตลาดหมู่บ้านในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อีกด้วย
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม  ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ  เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๔ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร มีพื้นที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดน  มีพื้นที่ประมาณ ๑๔๐ ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาสูงชันซึ่งเกิดจากการแยกตัวของผิวโลก สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง มีหินทรายลักษณะแปลกตากระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงามขึ้นอยู่ตามลานหิน
การเดินทาง  จากอำเภอโขงเจียมใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๓๔ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข ๒๑๑๒ ถึงกิโลเมตรที่ ๘ แล้วเลี้ยวขวาไปผาแต้มอีกราว ๕ กิโลเมตร รวมระยะทางจากโขงเจียมประมาณ ๑๘ กิโลเมตร สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่
เสาเฉลียงอยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมนับล้านปี มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ซึ่งหินดังกล่าวจะปรากฏเห็นซากเปลือกหอย กรวด ทราย อยู่ในเนื้อหิน  ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณล้านกว่าปีมาแล้ว บริเวณนี้คงจะเป็นทะเลมาก่อน ชาวบ้านบริเวณนี้เรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า “เสาเฉลียง” ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “สะเลียง” ที่หมายถึง “เสาหิน”  บริเวณนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยวชมแต่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง
ผาแต้มและผาขามเป็นหน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติ บริเวณด้านล่างของหน้าผามีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะ มีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้าผาด้านล่าง ระยะทางประมาณ ๕๐๐ เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประมาณ ๑๘๐ เมตร ซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า ๙๐ องศา มีภาพทั้งหมดประมาณ ๓๐๐ ภาพ แบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ สัตว์ ลายเรขาคณิต คนทำนา ภาพมือ และภาพตุ้ม (เครื่องมือจับปลาของชาวประมงริมโขง) ด้านตรงข้ามผาแต้มคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนทำให้ผาแต้ม เป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่หมู่บ้านเวินบึกที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงไม่ไกลจากบริเวณแม่น้ำสองสีมากนัก ซึ่งทุกวันนี้จะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
น้ำตกสร้อยสวรรค์เป็นน้ำตกขนาดใหญ่เกิดจากลำธาร ๒ สาย คือ ห้วยสร้อย และห้วยไผ่ที่ไหลจากหน้าผาคนละด้านมาบรรจบกันซึ่งสูงประมาณ ๒๐ เมตร มองดูคล้ายสร้อยที่แขวนคอ  บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณมีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว  น้ำตกสร้อยสวรรค์จะสวยงามมากในช่วงปลายฤดูฝนเช่นเดียวกับน้ำตกอื่น ๆ ในบริเวณนี้ การเดินทาง  ตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๑๒ กิโลเมตรที่ ๒๐ เลี้ยวขวา ๕ กิโลเมตร ถึงบริเวณลานจอดรถยนต์เดินเท้าอีก ๕๐๐ เมตร
น้ำตกทุ่งนาเมืองตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข ๒๑๑๒ ห่างจากน้ำตกสร้อยสวรรค์ ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร โดยมีทางแยกขวาจากบ้านนาโพธิ์กลางไป ๑๐ กิโลเมตร  เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความสวยงาม ไหลลดหลั่นลงมาโขดหิน ชั้นบนสูงสุดประมาณ ๒๕ เมตร บริเวณโดยรอบมีดอกไม้ต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม-ธันวาคม
น้ำตกแสงจันทร์  (น้ำตกรู)  อยู่ก่อนถึงน้ำตกทุ่งนาเมือง ๑ กิโลเมตร มีทางแยกขวาที่บ้านทุ่งนาเมืองไปน้ำตกแสงจันทร์ประมาณ ๒ กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามและมีลักษณะพิเศษ เกิดจากลำห้วยเล็ก ๆ บนลานหินไหลลอดผ่านหน้าผาหินที่มีลักษณะเป็นรูลงสู่เพิงผาด้านล่าง หากเดินทางมาชมตอนช่วงเที่ยงวัน ซึ่งแสงอาทิตย์ลอดผ่านรูพอดีจะมองเห็นสายน้ำตกเหมือนแสงจันทร์
ป่าดงนาทาม อยู่ในบริเวณภูนาทาม ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ ๓๖ กิโลเมตร การท่องเที่ยวที่ป่าดงนาทามเป็นลักษณะการเดินป่าชมธรรมชาติป่าไม้ ภูผาและแม่น้ำโขง ซึ่งจุดที่น่าสนใจได้แก่ ลานหิน พลานถ้ำไฮ เสาเฉลียงคู่ สนสองใบ น้ำตกห้วยพอก ผาชนะได ผากำปั่น ผาหินแตก น้ำตกกวางโตน หินโยก ภูจ้อมก้อม เป็นต้น ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน เป็นช่วงที่เหมาะในการชมดอกไม้ดิน น้ำตกและทะเลหมอกริมโขง ส่วนในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม จะเป็นช่วงเวลาในการชมป่าไม้เปลี่ยนสี ดอกไม้หน้าแล้ง และล่องเรือตามลำน้ำโขงระหว่างบ้านปากลา-คันท่าเกวียน อุทยานแห่งชาติผาแต้มจัดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติไว้ ๓ เส้นทาง  สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปีคือ เส้นทางผาแต้ม-น้ำตกสร้อยสวรรค์  เส้นทางทุ่งนาเมือง-ผาชนะได และเส้นทางถ้ำปาฏิหารย์-ผาชนะได สอบถามรายละเอียดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์กลาง โทร. ๐ ๔๕๒๔ ๙๐๐๒
วัดภูอานนท์  อยู่ทางทิศเหนือของบ้านซะซอม ห่างจากถนนหมายเลข ๒๑๑๒ ที่บ้านนาโพธิ์กลาง ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงสะดวก ภายในบริเวณวัดมีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น ลานหิน รอยเท้าใหญ่ ตุ่มหินธรรมชาติ ภาพเขียนสีศิลปะถ้ำ เป็นต้น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติในช่วงสั้น ๆ
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ยังไม่มีบริการบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ประสงค์จะค้างแรมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้มต้องเตรียมอุปกรณ์การพักแรมมาเองและต้องกางเต็นท์ในบริเวณที่อุทยานฯ จัดเตรียมไว้ให้  นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ตู้ ปณ. ๕ ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ๓๔๒๒๐ โทร. ๐ ๔๕๒๔ ๙๗๘๐

อำเภอศรีเมืองใหม่ 
ภูหล่น  ตั้งอยู่ที่ตำบลสงยาง ห่างจากตัวอำเภอศรีเมืองใหม่ไปทางทิศเหนือประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เป็นภูเขาขนาดย่อมมีต้นไม้ปกคลุมเป็นระยะสลับกับโขดหินน้อยใหญ่ บริเวณนั้นมีถ้ำซึ่งสร้างโดยพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ใช้เป็นที่วิปัสสนาธรรม บริเวณโดยรอบเย็นสบาย เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนและปฏิบัติธรรม

อำเภอบุณฑริก 
น้ำตกห้วยทรายใหญ่ (แก่งอีเขียว) อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-เขายอดมน เป็นน้ำตกที่สวยงาม ห่างจากอำเภอบุณฑริกไปทางทิศเหนือตามเส้นทางหมายเลข ๒๓๖๙  ไปบ้านห้วยทราย เป็นระยะทาง ๒๖ กิโลเมตร ถึงกิโลเมตรที่ ๒๙ มีทางแยกขวาไปอีก ๖ กิโลเมตร ลักษณะเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามลานหินลดหลั่นลงไปด้านล่าง บริเวณร่มรื่นมีน้ำมากในช่วงปลายฤดูฝน เที่ยวชมได้ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม
อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย  มีพื้นที่ประมาณ ๖๘๖ ตารางกิโลเมตร ในเขตอำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชาหรือที่เรียกว่า สามเหลี่ยมมรกต  พื้นที่เป็นภูเขาในเทือกเขาพนมดงรัก สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๐  ที่ทำการอุทยานฯ  ตั้งอยู่ที่บ้านแก้งเรือง อำเภอนาจะหลวย ห่างจากตัวเมืองอุบลฯ ประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร      สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่
น้ำตกห้วยหลวง (น้ำตกบักเตว)   ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ ๓ กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงได้ เป็นน้ำตกสูงประมาณ ๓๐ เมตร แบ่งเป็น ๓ ชั้น ตกลงสู่หุบเขาที่มีลักษณะเป็นอ่างน้ำขนาดเล็ก มีหาดทรายขาวและน้ำเป็นสีมรกตงดงามมาก  นักท่องเที่ยวสามารถลงไปชมวิวบริเวณด้านล่างได้ ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือ เดือนกันยายน-กุมภาพันธ์  นอกจากนี้ยังมีทางเดินเท้าจากน้ำตกห้วยหลวง ไปยังน้ำตกจุ๋มจิ๋ม หรือน้ำตกประโอนละออ ซึ่งเกิดจากสายน้ำที่ไหลลดระดับจากน้ำตกห้วยหลวง
สวนหินพลานยาวเป็นกลุ่มหินรูปร่างแปลกตา ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเป็นบริเวณกว้าง
จุดชมทิวทัศน์ผาผึ้ง อยู่ถัดจากสวนหินพลานยาว สามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามตามแนวชายแดนราชอาณาจักรกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยที่ชะง่อนผามีถ้ำขนาดเล็ก หินสวยงาม และรังผึ้งขนาดใหญ่ให้ชม
น้ำตกเกิ้งแม่พอง  อยู่ห่างจากน้ำตกห้วยหลวงไปทางใต้ประมาณ ๙ กิโลเมตร ตามทางเดินป่า เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำโดมน้อย
แก่งศิลาทิพย์   เป็นแก่งขนาดใหญ่ ห่างจากที่ทำการประมาณ ๓ กิโลเมตร เกิดจากลำธารห้วยหลวงไหลผ่านลานหินทราย ผ่านแก่งหินหักลงเป็นขั้นจนเกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็ก        บริเวณลานหินกลางลำธารเกิดปรากฏการณ์
“กุมภลักษณ์” คือ หินเกิดเป็นช่องหลุมรูกลมขนาดเล็กใหญ่ ตื้นลึกแตกต่างกันไป ตามความแรงของสายน้ำ ดูสวยงามแปลกตา
พลาญกงเกวียน  ลานหินกว้างที่ด้านหน้ามีกลุ่มหินลักษณะเป็นเพิงตามธรรมชาติ มีดอกไม้ป่าและพันธุ์ไม้ขึ้นสลับกันเป็นหย่อม ๆ และนักเดินทางในอดีตได้ใช้ประโยชน์จากเพิงหินเหล่านี้ในการกำบังแดดและฝนในระหว่างการเดินทาง จึงเป็นที่มาของชื่อ “พลาญกงเกวียน” พลาญ หมายถึง บริเวณที่เป็นลานกว้าง กงเกวียน เพี้ยนมาจาก พวงเกวียนที่หมายถึง ประทุนเกวียนหรือกระทุนเกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่มเกวียนหรือกระทุนเกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่มเกวียนที่ใช้เป็นพาหนะการเดินทาง
ในสมัยโบราณ
ภูหินด่าง  เป็นจุดชมวิวบนหน้าผาสูงมองเห็นทัศนียภาพป่าในเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชาซึ่งอยู่เบื้องล่าง ตามลานหินมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่แปลกจากแหล่งอื่น ๆ คือบนผนังหน้าผาที่เว้าเข้ามานั้นมีปื้นสีชมพูบ้าง แดงบ้างคล้ายใครเอาสีไปป้ายทาไว้ เป็นภาพจิตรกรรมโดยธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งนักธรณีวิทยาอธิบายว่าเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่แห้งแล้วเมื่อประมาณหลายร้อยล้านปี จึงส่งผลให้มีการตกตะกอนของแร่ธาตุบางอย่างในน้ำทะเลก่อให้เกิดลักษณะทางธรณีวิทยาเช่นนี้ นอกจากนี้ยังมีทะเลหมอกในช่วงฤดูหนาว การเดินทาง  ตามทางหลวงหมายเลข ๒๒๔๘ จากอำเภอนาจะหลวยประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ถึงบ้านห้วยข่า เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๒๕๔  ผ่านบ้านหนองเม็กไปจนถึงแซลำดวนซึ่งเป็นจุดจอดรถยนต์  แล้วเดินเท้าไปอีก ๒ กิโลเมตร
การเดินทาง ไปยังอุทยานฯ มี ๒ เส้นทาง คือ
๑.ใช้เส้นทางสายอุบลราชธานี-เดชอุดม-น้ำยืน-นาจะหลวย ๑๔๐ กิโลเมตร ก่อนถึงนาจะหลวย ๑๐ กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีก ๘ กิโลเมตร
๒. ใช้เส้นทางอุบลราชธานี-เดชอุดม-บุณฑริก-นาจะหลวย เลยนาจะหลวยไป ๑๐ กิโลเมตร มีทางแยกซ้าย ๘ กิโลเมตร
อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย มีบริการบ้านพักและจุดกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์ไปเอง รายละเอียดสอบถามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. ๐ ๒๕๖๒ ๐๗๖๐ www.dnp.go.th     
น้ำตกแก่งลำดวน  อยู่ในเขตสถานีพัฒนาและส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี    เป็นน้ำตกที่ไหลมาตามธารหิน ซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่นโดยเฉพาะต้นลำดวนซึ่งมีอยู่มากในบริเวณนี้ สามารถลงเล่นน้ำได้ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผ่านถ้ำและแก่งต่าง ๆ การเดินทาง ตามทางหลวงหมายเลข ๒๒๔๘ (น้ำยืน-นาจะหลวย) ห่างจากอำภอน้ำยืน ๑๔ กิโลเมตร ถึงบ้านหนองบอน มีทางแยกขวาไปอีก ๒.๖ กิโลเมตร

อำเภอทุ่งศรีอุดม
                      ปราสาทบ้านเบญจ์  ตั้งอยู่ที่บ้านหนองอ้ม ตำบลหนองอ้ม  ปราสาทบ้านเบญจ์ เป็นศาสนสถานขอมขนาดย่อมประกอบด้วยปรางค์อิฐ ๓ หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงที่สร้างแยกกัน กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้พบทับหลังรูปเทพนพเคราะห์  หรือเทวดาประจำทิศทั้ง ๙ องค์ และรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จากลักษณะแผนผังทางสถาปัตยกรรมและภาพสลักบนทับหลังที่พบอาจกำหนดอายุปราสาทหลังนี้ได้ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๖  การเดินทาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๖๓ กิโลเมตร บนเส้นทางเดชอุดม-น้ำยืน ตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๙๒ เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๒๑๔ ก่อนถึงอำเภอทุ่งศรีอุดม

เทศกาลงานประเพณี
                      งานแห่เทียนพรรษา  เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี จัดให้มีขึ้นทุกปีในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา สถานที่จัดคือบริเวณทุ่งศรีเมือง มีการประกวดต้นเทียน ๒ ประเภท คือประเภทติดพิมพ์ และประเภทแกะสลัก โดยขบวนแห่จากคุ้มวัดต่าง ๆ พร้อมนางฟ้าประจำต้นเทียนจะเคลื่อนขบวนจากหน้าวัดศรีอุบลรัตนารามไปตามถนนมาสิ้นสุดที่ทุ่งศรีเมือง ในตอนกลางคืนจะมีมหรสพและการแสดงสมโภชต้นเทียนและเห็นแสงไฟต้องลำเทียนงามอร่ามไปทั้งงาน
งานประเพณีมหาสงกรานต์แก่งสะพือ  จัดในเดือนเมษายนของทุกปี โดยเทศบาลพิบูลมังสาหาร  ในงานมีการประกวดธิดาสงกรานต์ การออกร้านจำหน่ายสินค้าของภาคเอกชน การละเล่นกีฬาพื้นเมือง และการประกวดการเล่นดนตรีพื้นบ้านอีสาน
งานเทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ  จัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณสนามกีฬาทุ่งคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ กิจกรรมที่น่าสนใจ คือ ขบวนรถบุปผาชาติ การประกวดและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ
งานประเพณีไหลเรือไฟ  จัดขึ้นในช่วงวันออกพรรษา (ประมาณเดือนตุลาคม) บริเวณเชิงสะพานรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี มีกิจกรรมที่น่าสนใจคือ การไหลเรือไฟของคุ้มวัดต่างๆ
                      งานแข่งขันเรือยาวประเพณี  ตามลำน้ำมูลในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จะจัดในช่วงหลังจากเสร็จสิ้นงานบุญประเพณีออกพรรษา (ประมาณเดือนตุลาคม) การจัดแข่งขันเรือยาวประเพณีมีขึ้นหลายแห่ง เช่น เทศบาลเมืองอุบลฯ จัดขึ้นบริเวณสะพานรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เทศบาลตำบลพิบูลมังสาหาร จัดขึ้นบริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำมูล วัดโพธิ์ตาก อำเภอพิบูลมังสาหาร จัดขึ้นบริเวณหน้าวัด

สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก
สินค้าพื้นเมืองประเภทของใช้ได้แก่ ผ้าฝ้ายทอมือ หมอนขิต ผ้าขาวม้า ผ้าไหม เครื่องทองเหลือง เครื่อง
จักสานจำพวกกระด้ง กระติ๊บข้าว ข้องใส่ปลา ตะกร้า นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อได้จากร้านขายของที่ระลึก บริเวณ
ถนนเขื่อนธานี ใกล้กับโรงแรมราชธานี หรือจากบริเวณตลาดในตัวเมือง
ประเภทอาหาร ได้แก่ หมูยอ กุนเชียง ไส้กรอกอีสาน และเค็มบักนัด ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอุบลราชธานี ทำด้วยเนื้อปลาสวายหรือปลาเทโพ หั่นเป็นชิ้นยาวๆ ดองในน้ำเกลือและเนื้อสับปะรดที่ซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ บรรจุในขวดแก้ว สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น อาหารประเภทหลน มีจำหน่ายทั่วไปในตัวเมือง นอกจากนี้ที่แก่งสะพือแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของอำเภอพิบูลมังสาหาร มีสินค้าพื้นเมืองทั้งของใช้ของกินจำหน่ายมากมาย เช่น ปลาแห้ง หนังกบตากแห้ง ซาลาเปาไส้หน่อไม้ เป็นต้น

ร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง
                      กลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม ๑๑๒ ถ.สารเดช ต.เมืองเดช อ.เดชอุดม โทร. ๐ ๔๕๓๖ ๑๗๑๒ www.multitacandle.com
                      เขื่อนธานี  ๒๕๘/๒ ถ.เขื่อนธานี  ต.ในเมือง โทร. ๐ ๔๕๒๖ ๐๓๙๓ 
                      คำปุน  ๑๒๔ ถ.ผาแดง หน้าห้องอาหารอิ่มเอม  โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๔๘๓๐, ๐ ๔๕๒๕ ๕๗๐๑
                      แค้มป์ฝ้าย ๑๘๙ ถ.เทพโยธี  โทร.  ๐ ๔๕๒๔ ๑๘๒๑
ช.วัฒนา ๒๖๙ ถ.สุริยาตร์  โทร. ๐๔๕๒๔ ๒๒๐๒, ๐ ๔๕๒๔ ๓๔๕๖
                      ดอกแก้ว ๕๖/๑ ถ.ศรีณรงค์  โทร. ๐ ๔๕๒๖ ๐๑๔๙
ดาวทองหมูยอ  ถ.ศรีณรงค์  โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๕๑๓๑,  ๐๘ ๙๙๔๘ ๘๔๒๖
เด่นแก้ว  ๔๒-๔๔ ถ.หลวง โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๔๔๔๐
ตองหนึ่ง ๗๒-๗๔ ถ.พโลชัย โทร. ๐ ๔๕๒๖ ๑๕๕๒
                      นงเยาว์หมูยอ ๑๙๗ ถ.ศรีณรงค์  โทร. ๐ ๔๕๒๔ ๒๖๓๒
                      ฝ้ายเข็น  ถ.ชยางกูร ใกล้สี่แยกแขวงการทาง  โทร. ๐ ๔๕๒๘ ๓๑๑๑, ๐ ๔๕๒๘ ๓๗๐๑
                      พันชาติ  ๑๕๘/๑-๒ ถ.ราชบุตร  โทร.  ๐ ๔๕๒๔ ๓๔๓๓, ถ.ผาแดง โทร. ๐ ๔๕๒๖ ๕๗๕๑-๒
เมย์บี  ๑๒๔ ถ.ศรีณรงค์ โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๔๔๕๒
                      แม่ฮายหมูยอ  ถ.ศรีณรงค์  โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๔๗๖๓, ๐ ๔๕๒๔ ๑๖๑๘
                      วัฒนศิลป์เครื่องเงิน  ถ.ราชบุตร  โทร. ๐ ๔๕๒๖ ๑๓๐๑, ๐ ๔๕๒๕ ๕๖๖๑
ศรีณรงค์หมูยอ ๑๖๗ ถ.ศรีณรงค์ โทร. ๐ ๔๕๒๔ ๒๖๑๓
ศูนย์สินค้าเศรษฐกิจชุมชน  ๗ ถ.แจ้งสนิท โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๐๒๔๘-๙
สหกรณ์บริการหัตถกรรมบ้านปะอาว หมู่ ๓ ต.ปะอาว โทร. ๐ ๔๕๓๔ ๔๑๕๕
                      ไส้กรอกนวลปรางค์ ๑๒๗ ถ.พโลชัย   โทร. ๐ ๔๕๒๕ ๕๓๕๖, ๐ ๔๕๒๕ ๔๓๘๘              
อุบลหมูยอ  ถ.เขื่อนธานี  โทร.  ๐ ๔๕๒๕ ๔๙๕๑,  ๐ ๔๕๒๖ ๐๑๖๘

กิจกรรมที่น่าสนใจ
สนามกอล์ฟ
                      สนามส่งเสริมกีฬากอล์ฟค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์  ค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ โทร. ๐ ๔๕๓๒ ๑๗๔๔ ต่อ ๔๑๖๓
สนามกอล์ฟกองบิน ๒๑ กองบิน ๒๑ ถ.อุปลีสาน
อุบลราชธานี ไดรฟ์วิง แรงจ์ สะพานมูลน้อย เยื้องสำนักงานประปาอุบลราชธานี โทร. ๐๘ ๑๔๗๐ ๕๗๙๘
 

ตัวอย่างรายการนำเที่ยว แบบหนึ่งวัน
๐๗.๓๐ น.  เดินทางจากที่พักเยี่ยมชมและสนทนาธรรมที่วัดป่านานาชาติ                                                                   ชมหัตถกรรมการทำเครื่องทองเหลืองแบบดั้งเดิม และการทอผ้าไหมที่บ้านปะอาว
นมัสการพระบรมธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์                                 ๑๒.๐๐ น.  รับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๓๐ น.  ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี                                                                   ชมหอไตรกลางน้ำ และจิตรกรรมฝาผนังวัดทุ่งศรีเมือง
นมัสการพระแก้วบุษราคัม พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี                                                                   ซื้อของฝากของที่ระลึก
๑๗.๐๐ น.  รับประทานอาหารเย็น                                 ๑๘.๐๐ น.  เดินทางกลับกรุงเทพฯ
แบบสองวัน วันแรก  เดินทางจากที่พักไปอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย อำเภอนาจะหลวย  ชมน้ำตกห้วยหลวงและ
รับประทานอาหารกลางวันแบบปิกนิค บริเวณน้ำตก  จากนั้นศึกษาพันธุ์พืชธรรมชาติที่แก่งกะเลา และแก่งสามพันปี  พักที่บ้านพักของอุทยานฯ หรือเต็นท์ในบริเวณที่ทำการอุทยานฯ
วันที่สอง  ออกเดินทางไปยังภูหินด่าง ชมลานหินแปลกตา ทัศนียภาพประเทศลาว และกัมพูชาหน้าผาภูหินด่าง รับประทานอาหารกลางวันแบบปิกนิค เดินทางกลับกรุงเทพฯ 


-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลรายละเอียดในเอกสารนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ช่วยใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเคารพวิถีไทย

ใบอนุญาติประกอบธุระกิจเลขที่ 22 - 0258
บริษัท วี.ไอ.พี.ทราเวล แอนด์ เซอวิส : เลขที่ 79/207 หมู่ 22 บ้าน ฟ้าใส ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57000
โทร 081-764-4877 , แฟกซ์ 053-713339

อีเมล์: viptravelandservice@hotmail.com>>viptravelandservice@gmail.com

http://www.viptravelandservice.com, http://www.chiangraitourandtrekking.com, http://www.chiangraitourandcarrent.com,
http://www.viphotelsbooking.com
   
 
CoppyRight ©V.I.P.Travel And Service Tours Company Chiang Rai Thailand